หลายคนได้ยินกันหนาหูถึงเรื่อง "ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์" และบางส่วนก็เข้าใจไปว่า ซอฟต์แวร์มีแบบเถื่อน แบบฟรี และแบบแท้ แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เข้าใจว่า ซื้อคอมมาแล้วไปหาซื้อแผ่นอะไรก็ได้ที่ร้านค้ามีจำหน่าย แล้วนำมาติดตั้งจนผ่านสำเร็จ นั่นก็ถือว่าซื้อมาถูกต้องแล้ว แต่ทำไมยังโดนตรวจ แล้วพอให้มาตรวจแล้วกลับบอกว่าของที่มีในองค์กรเป็นซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ได้? ในส่วนนี้ เราควรเรียนรู้เกี่ยวกับคำนิยามกันก่อนนะครับ ซื้องในเรื่องที่เกี่ยวกับซอฟต์แวร์และไอทีนั้นมี พรบ. ที่เราควรเข้าใจกันอยู่โดยหลักแล้ว 2 ฉบับด้วยกันคือพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (รวมทั้งฉบับที่ 2 ปี พ.ศ. 2558) และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ในบทความนี้มุ่งสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการถือครองวอฟต์แวร์เป็นสำคัญจึงขออ้างอิงในส่วนของซอฟต์แวร์ในฐานะทรัพย์สินก่อน (Software as an Asset) แล้วกันนะครับ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 แล้วมีประเด็นที่เราควรทำความเข้าใจก่อนจะพูดถึง "ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์" ตามที่เข้าใจกันก่อน อันได้แก่เรื่องต่อไปนี้ "ลิขสิทธิ์" คือ สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำการใดๆ ตามพระราชบัญญัติฯ เกี่ยวกับงานที่ "ผู้สร้างสรรค์" ได้ทำขึ้น "ผู้สร้างสรรค์" คือ ผู้ทำ หรือ ผู้ก่อให้เกิดงานสร้างสรรค์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติฯ "โปรแกรมคอมพิวเตอร์" คือ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใดที่นำไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานหรือเพื่อให้ได้รับผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในลักษณะใด "การดัดแปลง" ในส่วนที่เกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ คือ การทำซ้ำโดยเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำขึ้นใหม่ “ข้อมูลการบริหารสิทธิ” คือ ข้อมูลที่บ่งชี้ถึงผู้สร้างสรรค์ งานสร้างสรรค์ นักแสดง การแสดง เจ้าของลิขสิทธิ์ หรือระยะเวลาและเงื่อนไขการใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ ตลอดจนตัวเลขหรือรหัสแทนข้อมูลดังกล่าว โดยข้อมูลเช่นว่านี้ติดอยู่หรือปรากฏเกี่ยวข้องกับงานอันมีลิขสิทธิ์หรือสิ่งบันทึกการแสดง “มาตรการทางเทคโนโลยี” หมายความว่า เทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการทําซ้ําหรือควบคุมการเข้าถึงงานอันมีลิขสิทธิ์หรือสิ่งบันทึกการแสดง โดยเทคโนโลยีเช่นว่านี้ได้นํามาใช้กับงานอันมีลิขสิทธิ์หรือสิ่งบันทึกการแสดงนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ “การหลบเลี่ยงมาตรการทางเทคโนโลยี” หมายความว่า การกระทําด้วยประการใด ๆ ที่ทําให้มาตรการทางเทคโนโลยีไม่เกิดผล” ซอฟต์แวร์ ถ้าเรียกตามกฎหมายแล้วก็คือ "โปรแกรมคอมพิวเตอร์" เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้คอมพิเตอร์ทำงานได้ (เช่น ใส่ Windows ลงบนเครื่องแล้วเครื่องสามารถตอบสนองได้ หรือ ใส่ Office ลงเครื่องแล้ว เครื่องสามารถประมวลผลการพิมพ์ให้เราได้) ส่วนคำว่า "ลิขสิทธิ์" นั้นคือสิทธิแต่ผู้เดียว ซึ่งคือสิทธิขาดที่อยู่กับตัวของผู้สร้างสรรค์ไม่สามารถขายทอดตลาดในรูปแบบแผ่นซีดีได้ เว้นแต่จะทำสัญญาโอนลิขสิทธิ์กันไปตามกำหมายก็ว่ากันไป ถ้าเปรียบเทียบชัดๆ กรณีซอฟต์แวร์ Microsoft แล้ว ผู้สร้างสรรค์ก็คือ Microsoft และก็มี Microsoft เจ้าเดียวที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ครับ เวลาเราซื้อซอฟต์แวร์จาก Microsoft เราไม่ได้ซื้อ "ลิขสิทธิ์" และเราก็ไม่ได้ซื้อ "แผ่นโปรแกรม" และเราก็ไม่ได้ซื้อ "Product Key" ด้วยเช่นกัน แต่เราซื้อ agreement หรือพันธะสํญญาในรูปแบบของ "สิทธิ" ที่ Microsoft มอบให้ มากน้อยก็ตามแต่ราคา (ที่กำหนดโดย edition นั่นล่ะครับ) ที่ซื้อมา ดังนั้น กรณี FFP ถ้ากล่องหาย หรือ key ที่มากับกล่องหายไป แต่คุณเก็บใบเสร็จไว้ คุณก็ขอ key ใหม่จาก Microsoft ได้หากจะถอดการติดตั้งแล้วเอาไปลงเครื่องใหม่ เพราะ Microsoft ได้ขายสิทธิในการเข้าใช้งานซอฟต์แวร์นั้นแล้วแก่คุณครับ คำว่า "ข้อมูลการบริหารสิทธิ" ก็เช่นกัน คือสิ่งที่ Microsoft ใช้เป็นตัวแทนในการสำแดงว่านี่คือสิทธิที่ผู้สร้างสรรค์ใช้อำนาจตามลิขสิทธิ์ที่มีมามอบให้แก่ลูกค้าที่ซื้อไป โดยใช้ตัวเลขเป็นการกำหนดสิทธิ (เช่น product key หรือ username/password) นั่นเองครับ สรุปง่ายๆ ในตอนนี้ ก็คือ Microsoft เป็นเจ้าของผู้มีลิขสิทธิ์ (หรือ Copyright) และจำหน่ายสิทธิ (การใช้งาน) หรือ License ให้แก่ลูกค้านั่นเองครับ โดย License นั้นอาจถูกกำกับไว้โดยตัวเลข หรือ agreement อันนี้ก็แล้วแต่ความซับซ้อนในการบริหารจัดการตามจำนวน PC base ในองค์กรลูกค้าเอง ในส่วนของบริการ Cloud Services เองไม่ได้ถูกมองว่าเป็นทรัพย์สิน แต่เป็น "บริการ" ที่ลูกค้าซื้อมาจากผู้สร้างสรรค์เองโดยตรงหรือผ่านตัวแทนจำหน่าย เช่น กรณีของ Microsoft 365 นั้น ก็จะเป็นว่า Microsoft ขายสิทธิ Office ให้ลูกค้าใช้แบบติดตั้งลงเครื่องอยู่แล้ว แต่ก็มีระดับราคาราคาหนึ่งถูกแพงก็แล้วแต่ edition แต่ถ้าลูกค้าไม่อยากลงทุนลงไปครั้งเดียวแล้วก็ไมม่อยากดูแลจัดการตลอดชีพของซอฟต์แวร์นั้น ผู้สร้างสรรค์ซึ่งก็คือ Microsoft เองก็นำ Office นั้นโยนขึ้นเซิร์ฟเวอร์แล้วให้บริการในรูปแบบ Cloud ที่ผ่านอินเทอร์เน็ต และคิดค่าบริการกับผู้ใช้เป็นรายเดือนและรายปี หากลูกค้าไม่จ่ายเงิน ระบบก็ตัิดสิทธิในการใช้ในรอบบิลถัดไปออก ซึ่งกรณีแบบนี้เรียกว่าเป็นค่าใช้จ่ายเหมือนค่าน้ำค่าไฟในสำนักงาน จัดว่าเป็น OPEX ในการดำเนินงาน (ต่างจากซอฟต์แวร์ที่เป็นทรัพย์สินเหมือนเฟอร์นิเจอร์ในสำนักงาน และจัดเป็นค่าใช้จ่ายแบบ CAPEX) ทีนี้ในประเด็นของการละเมิดนั้น แน่นอนว่าหากซื้อสิทธิการใช้ซอฟต์แวร์มาแบบไม่ถูกต้อง เช่น ร้านค้าจำหน่ายแผ่นเถื่อนพร้อม crack code ที่ลงซ้ำได้หลายๆ เครื่อง นั่นคือการละเมิดในรูปแบบของ “การหลบเลี่ยงมาตรการทางเทคโนโลยี” หมายความว่า การกระทําด้วยประการใด ๆ ที่ทําให้มาตรการทางเทคโนโลยีไม่เกิดผล เพราะมาตรการทางเทคโนโลยีที่พูดถึงคือ สิทธิแบบ OEM เองต้องลงแบบต่อเครื่องเท่านั้น ลงซ้ำไม่ได้ครับ หรืออย่างในกรณีของ Cloud Service เองการถือครองไม่ใช่ทรัพย์สินก็จริงแต่ผู้สร้างสรรค์จำหน่ายสิทธิในรูปแบบเช่าใช้ (Subscription License) การเข้าถึงทั้งหมด จะละเมิดหรือลักลอบโกงก็ไม่น่าจะทำได้ เพราะมาตรการทางเทคโนโลยีถูกกำหนดโดยผู้สร้างสรรค์ทั้งหมด (หรือก็คือเซิร์ฟเวอร์ของ Microsoft ที่ใช้ให้บริการ Microsoft 365 นั่นล่ะครับ) แต่อย่าลืมว่าก็ยังมีเงื่อนไขบางอย่างที่อาจเข้าข่ายละเมิดได้ เช่น Microsoft 365 Apps for business หรือ Microsoft 365 Business Standard ที่มอบสิทธิให้ user โหลดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ Office ลงไปติดตั้งบนเครื่อง PC ได้ 5 เครื่อง หลายท่านก็คงตั้งคำถามว่าถ้าองค์กรมี 50 เครื่อง PC จะซื้อ 10 user ได้หรือไม่? โดยเงื่อนไขแล้วต้องบอกว่าไม่ได้และสามารถเข้าข่ายละเมิดสิทธิได้ หาก ใน 50 เครื่องนั้น มีบางเครื่องที่เป็น PC ส่วนตัวของพนักงาน แต่หากทั้ง 50 เครื่องเป็นเครื่องที่ถือครองโดยองค์กรเดียวกันแล้วก็ยังไม่เข้าข่ายละเมิด แต่ทีนี้ก็ต้องมาดูว่าซื้อไว้ 10 user นั้นตัว user เป็นพนักงานหรือไม่ และได้แชร์เครื่องกับใครหรือเปล่า เพราะสิทธิเช่าใช้เหล่นานั้นอ้างอิงตาม user เท่านั้น ก็ต้องมองในแง่ของ 1 user ต่อเครื่องย่อย 5 เครื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ user นั้น แล้วอีกอย่าง 5 เครื่องนั้นแชร์ OneDrive เดียวกันนะครับ หากใช้วิธีแยกเครื่องลง การอัพโหลดขึ้น OneDrive ก็จะขึ้นไปรวมกันเละเทะไปหมด ประเด็นนี้ต้องพึงระวังไว้ด้วย ทั้งหมดทั้งปวงนี้ ก็เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงคำนิยามต่างๆ ต่ไปนี้ก่อนจะเริ่มเรียนรู้เรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับสิทธิการใช้งานซอฟต์แวร์นะครับ ลองศึกษาและทบทวนคำเหล่านี้ดูหลังอ่านจบแล้วด้วยนะครับ Copyright / ลิขสิทธิ์ Creator, Manufacturer, Inventor, Developer / ผู้สร้างสรรค์ License / สิทธิการใช้งาน Subscription License, Subscription / การเช่าใช้ OPEX CAPEX Per Device License Per User Subscription License --- จัตุรภุช นิลัมภาชาต Microsoft Certified Product Specialist (MCPS) View Contributor
สิทธิการใช้งานประเภท OEM มักพูดกันว่าไม่มีรูปร่างหน้าตาชัดเจน เพราะมันเป็น License ที่ติดตั้งมาพร้อมเครื่องออกจากโรงงาน และสิทธิติดตามตัวของ Motherboard จึงไม่มีอะไรยืนยันได้นอกจากสติ๊กเกอร์ COA ที่ติดมาพร้อมเครื่องอย่างรูปข้างล่างนี้ ในตลาดซอฟต์แวร์ Windows นั้น มีสิทธิอีกประเภทที่เรามักเห็นจำหน่ายกันในรูป CD-ROM เป็นซองและไม่อยู่ในกล่องแพ็คเกจสวยงามเท่าไหร่ หน้าตาประมาณรูปด้านล่างนี้ CD พวกนี้เป็น Base License หรือ Full License จริงครับและมีเงื่อนไขเหมือน OEM ทุกประการ ส่วนความต่างนั้นไม่มีอะไรมากครับ ประการแรกคือ OEM System Builder เป็นแผ่นที่ออกมาให้กับกลุ่มนักประกอบเครื่องพีซีเอง ก็คือสั่งซื้อชิ้นส่วนจากหลากหลายที่แล้วนำ Windows OEM System Builder มาลงที่เครื่องที่เพิ่งประกอบใหม่ครับ ในขณะที่ FPP ออกแบบมาให้แก่ User ทั่วไปที่เพิ่งไปซื้อ Naked PC มาจากห้างหรือเครื่องประกอบใหม่ก็ได้ ที่มาเป็นเคสสำเร็จรูปแล้วเท่านั้นเอง ข้อจำกัดของ OEM System Builder นั้นได้แก่เรื่องต่อไปนี้ครับ สิทธิผูกติดกับ Computer/Motherboard และตายพร้อมเครื่อง ไม่มี Free Support จาก Microsoft ต้องเลือกระหว่าง 64 bit หรือ 32 bit ในตอนที่ซื้อ ไม่ามารถซื้อมาใช้เพื่ออัพเกรดทับบน Windows เดิม OEM ต้องลงบนเครื่องใหม่เท่านั้น หากต้องการอัพเกรด Windows เดิม ต้องไปซื้อ FPP ครับ ข่อมูลเกี่ยวกับ OEM System Builder นี้ไม่มีให้โดยตรงจาก Microsoft ครับ ต้องติดต่อผู้ประกอบเครื่องเท่านั้นที่มีข้อมูลเรื่องพวกนี้ และอีกอย่าง Microsoft มองว่า OEM System Builder ก็คือ OEM นั่นล่ะครับ ไม่ต่างกัน และก็เอาออกมาขายในจำนวนจำกัด ผ่านพาร์ทเนอร์เฉพาะบางเจ้าเท่านั้นเองครับ
หลายคนมองว่าการที่มีองค์กรหนึ่งๆ ติดต่อไปเสนอบริการ SAM คือการขอตรวจลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์หรือ Audit และอาจมีผลทางกฎหมายตามมาได้ อันที่จริงแล้ว SAM กับ Audit เป็นคนละเรื่องกันเลย สิ่งที่แตกต่างหลักๆ ก็คือ SAM เป็นการประเมินความพร้อมของการถือครองสิทธิ์ต่างๆ และรายงานของ SAM ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่หลักฐานที่จะนำไปฟ้องร้องได้ว่าคุณกำลังละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ แต่ SAM Report จะช่วยให้คุณวางแผนค่าใช้จ่ายและแก้ไขข้อผิดพลาดของระบบได้อย่างทันท่วงที ศึกษาจากวิดีโอเหล่านี้เพื่อให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนนะครับ
License บางประเภทที่คุณเคยซื้อไว้บน on-premise สามารถย้ายไปใช้บนคลาวด์ได้นะครับ หากยังไม่เคยอ่านรายละเอียด เอกสารชุดนี้เรื่อง Cloud Portability ช่วยให้เข้าใจมากขึ้นครับ
เคยสงสัยกันมั้ยครับ ทีมที่ปรึกษาขอเข้ามาสำรวจและให้เราตอบคำถามเกี่ยวกับการใช้งาน Software License ในองค์กร แล้วคำถามที่ว่ามันถามเรื่องอะไรบ้าง? จริงๆ เป็นคำถามเรื่องมาตรฐาน ISO ครับ ไม่ได้ถามตั้งเป้าไปที่ว่ามีเครื่องเท่าไหร่ ซื้อมาจากไหน เก็บไว้เท่าไหร่ ใช้ไปเท่าไหร่ ขนาดนั้น เป็นพวกคำถามแนววิจัยซะมากกว่าด้วยซ้ำ ผมทำเป็นชุดภาษาไทยแล้ว (ดาวน์โหลด PDF ได้จากลิงก์ด้านล่างครับ) และสามารถนำส่งให้แก่แผนกไอที แผนกจัดซื้อ หรือผู้บริหารลองตอบดูกันภายในก็ได้นะครับ ข้อความคำถามที่ใช้ในการนำร่องความพร้อม -------------- QUESTION 1: SAM Throughout Organization ในแต่ละกลุ่มงานขององค์กรคุณ มีระเบียบการบันทึก บทบาทของเจ้าหน้าที่ และการผลักดันเรื่อง Software License ที่ซื้อไว้อย่างไร? องค์กรของฉันมี Project Manager ที่ดูแลเรื่องนี้ แต่การจัดระเบียบ Software License ที่ซื้อไว้ ไม่ได้ถูกกำหนดเป็นบทบาทและหน้าที่ที่ชัดเจน (1 คะแนน) องค์กรของฉันมีการกำหนดบทบาทหน้าที่เรื่องการใช้งานซอฟต์แวร์อย่างถูกต้องให้กับพนักงานทั้งองค์กร (2 คะแนน) แต่ละแผนกดูแลเรื่องการใช้งานซอฟต์แวร์ถูกลิขสิทธิ์อย่างจริงจัง (3 คะแนน) มาตรฐานการใช้งานซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ถูกระบุเป็นหนึ่งใน Job Description ของพนักงานทั้งองค์กร (4 คะแนน) QUESTION 2: SAM Improvement Plan องค์กรของคุณมีแผนปรับปรุงมาตรฐานการทำระเบียนซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ที่ได้รับอนุมัติจากผู้บริหารหรือไม่? ไม่มีการสื่อสารเรื่องนี้ในองค์กร (1 คะแนน) มีแผนการปรับปรุงกำหนดไว้ (2 คะแนน) มีแผนการปรับปรุง และมีตัวอย่างผลงานที่เห็นชัดเจนว่า มีการพัฒนาทางบวกของการบริหารซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง (3 คะแนน) องค์กรมี KPI เรื่องการใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ในองค์กร และมีการตรวจทาน KPI อย่างสม่ำเสมอ (4 คะแนน) QUESTION 3: Hardware & Software Inventory มีจำนวน % ของ PC และ Server เท่าไรที่ถูกบันทึกในระเบียน Software Inventory ที่ตรวจสอบได้โดยระบบขององค์กร? องค์กรไม่มีระเบียน Software Inventory เลย หรือ มีการบันทึกรายการทรัพย์สินอยู่ร้อยกว่า 68% ของทั้งหมด (1 คะแนน) มีการบันทึกรายการทรัพย์สินอยู่ระหว่าง 68% ถึง 95% ของทั้งหมด (2 คะแนน) มีการบันทึกรายการทรัพย์สินอยู่ระหว่าง 96% ถึง 99% ของทั้งหมด (3 คะแนน) มีการบันทึกรายการทรัพย์สินมากกว่า 99% ของทั้งหมด (4 คะแนน) QUESTION 4: Accuracy of Inventory คุณทำบ่อยแค่ไหน กับการเปรียบเทียบระเบียน Software Inventory กับระเบียนอื่นๆ เช่น ข้อมูลรายชื่อพนักงานจาก HR เพื่อหาความถูกต้องของจำนวน Software License ที่ถูกต้องตามจำนวนผู้ใช้จริง? ใช้วิธีนับแบบ manual และไม่มีเครื่องมือในการช่วยตรวจหารายชื่อ (1 คะแนน) มีการนำระเบียนรายชื่อมาเทียบดูกับแหล่งอื่น "ทุกปี" (2 คะแนน) มีการนำระเบียนรายชื่อมาเทียบดูกับแหล่งอื่น "ทุกไตรมาส" (3 คะแนน) มีเครื่องมือที่ช่วยตรวจระเบียนที่ทำงานอย่างอัตโนมัติและสามารถเรียกดูรายการระเบียนอัพเดทได้ตลอดเวลา (4 คะแนน) QUESTION 5: License Entitlement Records มีการบันทึกรายชื่อซอฟต์แวร์ที่ซื้อไว้คิดเป็นสัดส่วนเท่าไรในระบบระเบียน Software Inventory ที่รวบรวมการจัดซื้อ Software License ทั้งหมด? องค์กรฉันให้แผนกจัดซื้อดูแล และแผนกไอทีไม่ต้องบันทึกอะไร (1 คะแนน) มีการสำแดงรายการ Software License ที่ซื้อไว้ในองค์กรและทุกคนเข้ามาดูได้ (2 คะแนน) มีการเปรียบเทียบระเบียนรายชื่อที่องค์กรเก็บไว้ กับระเบียนของ Vendor ที่จำหน่าย License นั้น (3 คะแนน) มีระบบที่เทียบดูรายงานเหล่านี้ได้โดยอัตโนมัติ (4 คะแนน) QUESTION 6: Periodic Evaluation คุณทำบ่อยแค่ไหน กับการเทียบสัดส่วนการใช้งานซอฟต์แวร์ (usage) กับจำนวนที่ซื้อมา (purchase) เพื่อดูว่ามีการใช้งานเกินกว่าจำนวนสิทธิจริงที่เคยซื้อไว้หรือไม่? องค์กรของฉันให้แผนกไอทีดูแลซึ่ง ก็ทำบ้างไม่ทำบ้างแล้วแต่ว่ามีความต้องการดูรายงานหรือไม่ (1 คะแนน) มีการทำรายงานสรุปยอด "ทุกปี" (2 คะแนน) มีการทำรายงานสรุปยอด "ทุกไตรมาส" (3 คะแนน) มีระบบที่สามารถแจ้งได้ทันทีว่ามีการใช้งานเกินกว่าโควต้าที่กำหนดในรูปแบบรายงาน ITAM report (4 คะแนน) QUESTION 7: Operations Management Records Interfaces แผนกต่างๆ ในองค์กรมีการนำระเบียน Software Inventory และ Hardware Inventory ไปใช้งานอย่างไรบ้างในองค์กร? ไม่มีการแบ่งปันข้อมูลดังกล่าวให้กับทีมงานต่างๆ ในองค์กร (1 คะแนน) แต่ละทีมดูแลระเบียนรายชื่อที่ตนจัดทำและเก็บไว้เอง แบบแยกส่วนงานกัน (2 คะแนน) แต่ละทีมดูแลระเบียนรายชื่อที่ร่วมกันจัดทำเป็นระเบียนกลาง (3 คะแนน) ทุกหน่วยการทำงานต้องกระทำตามนโยบายเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ที่กำกับโดยองค์กรเหมือนกันหมด (4 คะแนน) QUESTION 8: Acquisition Process ในวิธีการจัดซื้อ Software License ของคุณ มีจำนวนเท่าไรที่จัดซื้อผ่านระบบอัตโนมัติและควบคุมการจัดซื้อได้จากศูนย์กลางเดียว? การจัดซื้อขึ้นอยู่กับแต่ละโครงการ ไม่มีการจัดซื้อรวม และไม่มีการทำรายงานสรุปยอดทุกปี (1 คะแนน) ต้องซื้อจาก approved vendors ที่ได้รับการยอมรับในระบบจัดซื้อเท่านั้น ซื้อจาก vendor อื่นนอกระบบไม่ได้ (2 คะแนน) การตัดสินใจซื้อต้องมีพื้นฐานอยู่บนความสมดุลของจำนวนการติดตั้งและจำนวนที่มีเท่านั้น ไม่มีการซื้อเพิ่มหากยัง deploy ไม่ครบตามสิทธิ (3 คะแนน) ทุกการจัดซื้อจะต้องอ้างอิงจาก pre-defined asset catalog และมีรายงานสัดส่วนการบริโภคซอฟต์แวร์ (metered usage) ด้วย (4 คะแนน) QUESTION 9: Deployment Process ในองค์กรของคุณ มีระบบการติดตั้งซอฟต์แวร์จากศูนย์กลางหรือไม่? ซอฟต์แวร์ถูกติดตั้งโดย end user เอง ไม่มี centralized IT (1 คะแนน) มีนโยบายให้ติดตั้งได้เฉพาะ approved software เท่านั้น (2 คะแนน) มีการจัดทำรายงาน Software Deployment report ที่ทุกคนเข้าถึงได้ (3 คะแนน) End User สามารถใช้งานซอฟต์แวร์ได้ทันทีผ่านระบบการจัดการที่ศูนย์กลาง หากมีความต้องการใช้งาน Software ใดๆ ตามสิทธิที่ซื้อไว้ (4 คะแนน) QUESTION 10: Retirement Process มีการบันทึกจำนวนฮาร์ดแวร์ที่ถูกยกเลิกแล้วเท่าไรบ้าง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณานำSoftware License มาใช้งานใหม่? ทิ้งซอฟต์แวร์ไปพร้อมกับฮาร์ดแวร์เลย (1 คะแนน) License ที่ไม่ได้ใช้ จะมีการนำไปใช้ซ้ำ (หากเป็นไปตามเงื่อนไข) และมีการตรวจและบันทึกระเบียนจากศูนย์กลาง (2 คะแนน) มีระเบียน Software License ที่ถูกเลิกใช้และนำมาใช้ซ้ำได้ มีการอัพเดทรายงาน Deployment Report และสิทธิที่ใช้ด้วย (3 คะแนน) มีกระบวนการอัตโนมัติที่จัดการจากศูนย์กลาง และมีการติดตามซอฟต์แวร์ที่ถูกติดตั้ง ใช้ซ้ำ และถูกกำจัดทิ้ง (4 คะแนน)