ปัจจุบันการใช้งาน Google Workspace ภายในองค์กรมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บเอกสาร ไฟล์งาน หรือข้อมูลมัลติมีเดียต่าง ๆ ส่งผลให้พื้นที่จัดเก็บ (Storage) อาจไม่เพียงพอต่อการใช้งานในระยะยาว บทความนี้จะแนะนำแนวทางในการเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสำหรับ Google Workspace Business Plan เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานขององค์กร 1. การอัปเกรดแพ็กเกจ (Upgrade Plan) วิธีที่ง่ายและตรงที่สุดในการเพิ่มพื้นที่จัดเก็บ คือการอัปเกรดแพ็กเกจให้สูงขึ้น เช่น • จาก Business Starter เป็น Business Standard • จาก Business Standard เป็น Business Plus โดยแต่ละแพ็กเกจจะมีการกำหนดพื้นที่จัดเก็บต่อผู้ใช้งาน (User) ที่แตกต่างกัน เช่น • Business Standard: ประมาณ 2 TB ต่อผู้ใช้งาน • Business Plus: ประมาณ 5 TB ต่อผู้ใช้งาน แนวทางนี้เหมาะสำหรับองค์กรที่มีแนวโน้มการใช้งานพื้นที่เพิ่มขึ้นในภาพรวม 2. การซื้อพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติม (Storage Add-on) ในกรณีที่มีผู้ใช้งานบางรายที่ต้องใช้พื้นที่จำนวนมาก เช่น การจัดเก็บไฟล์ขนาดใหญ่ วิดีโอ หรือข้อมูลสำรอง (Backup) สามารถเลือกซื้อพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมในรูปแบบ Add-on ได้ โดยสามารถเพิ่มพื้นที่ขั้นต่ำ 100GB ตามความต้องการ ตามแพคเกจ Google Workspace Additional Storage 100 GB Google Workspace Additional Storage 1 TB Google Workspace Additional Storage 10 TB แนวทางนี้ช่วยให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเพิ่มเฉพาะส่วนที่จำเป็น 3. การเพิ่มจำนวน License เพื่อเพิ่มพื้นที่รวม (Pooled Storage) สำหรับ Google Workspace Business Plan พื้นที่จัดเก็บจะถูกคำนวณในลักษณะ “พื้นที่รวมขององค์กร (Pooled Storage)” ซึ่งเกิดจากการรวมพื้นที่ของผู้ใช้งานทุกคนเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้งาน 10 คน × 2 TB = พื้นที่รวม 20 TB ดังนั้น การเพิ่มจำนวน License จะส่งผลให้พื้นที่จัดเก็บรวมขององค์กรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย บางองค์กรอาจใช้แนวทางนี้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการพื้นที่ บทความ: ลักษณะของการทำงานแบบ pooled storage4. การบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ก่อนตัดสินใจเพิ่มพื้นที่จัดเก็บ แนะนำให้องค์กรตรวจสอบและบริหารจัดการพื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ใช้งาน Shared Drives แทนการเก็บไฟล์ใน My Drive ลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน จัดระเบียบโครงสร้างการจัดเก็บข้อมูล การบริหารจัดการที่ดีอาจช่วยลดความจำเป็นในการซื้อพื้นที่เพิ่ม และช่วยควบคุมต้นทุนในระยะยาว สรุป การเพิ่มพื้นที่จัดเก็บใน Google Workspace สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดแพ็กเกจ การซื้อ Add-on หรือการเพิ่มจำนวน License การเลือกแนวทางที่เหมาะสมจะช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างเหมาะสมในระยะยาวทีมงานของเราพร้อมให้คำปรึกษา แนะนำแพ็กเกจที่เหมาะสม และช่วยวางแผนการเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น ___________________________________________________________________________________________________________________________ เราดีใจที่คุณยังนึกถึงเรา 👧🧔 เราพร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ผ่านทุกช่องทางที่คุณสะดวก 📧 Email: support@netway.co.th 🖥 Web Chat: [[URL]] 📞 Tel: 02-055-1095 💙 Facebook Messenger: @netway.official 💚 Line ID: @netway หรือ https://bit.ly/line-netway
บริษัทฯขอแจ้งให้ทราบว่า Microsoft ได้ประกาศแผนการ ยุติการให้บริการ SharePoint Online และ OneDrive for Business แบบแยกเดี่ยว (Plan 1 และ Plan 2) อย่างเป็นทางการ โดยมีรายละเอียดสำคัญดังต่อไปนี้ รายละเอียดการเปลี่ยนแปลง Microsoft จะยุติการจำหน่ายและให้บริการแผน SharePoint Online Plan 1 และ Plan 2 OneDrive for Business Plan 1 และ Plan 2 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปรับกลยุทธ์ เพื่อมุ่งเน้นการให้บริการผ่าน Microsoft 365 แบบชุด (Suite) ซึ่งมีความปลอดภัย รองรับการขยายตัว และผสานการทำงานได้ดียิ่งขึ้น กำหนดการสำคัญ สิ้นสุดการขาย: มิถุนายน 2569 (ไม่สามารถสั่งซื้อใหม่ได้หลังวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ลูกค้าปัจจุบันยังสามารถต่ออายุได้ตามเงื่อนไข) สิ้นสุดการต่ออายุ (End of Life): มกราคม 2570 สิ้นสุดการให้บริการ (End of Service): ธันวาคม 2572 หลังจากวันที่สิ้นสุดการให้บริการ ลูกค้าจะต้องย้ายไปใช้งาน Microsoft 365 Suite (เช่น Office 365 E3, E5 หรือ Microsoft 365 E3, E5 เป็นต้น) แนวทางการดำเนินการสำหรับลูกค้า เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่สะดุด บริษัทขอแนะนำให้ลูกค้า ตรวจสอบแผนที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน วางแผนการย้ายหรือปรับแพ็กเกจล่วงหน้า พิจารณาอัปเกรดไปยัง Microsoft 365 Suite ที่เหมาะสมกับการใช้งานขององค์กร ทีมงานของเราพร้อมให้คำปรึกษา แนะนำแพ็กเกจที่เหมาะสม และช่วยวางแผนการเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น ___________________________________________________________________________________________________________________________ เราดีใจที่คุณยังนึกถึงเรา 👧🧔 เราพร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ผ่านทุกช่องทางที่คุณสะดวก 📧 Email: support@netway.co.th 🖥 Web Chat: [[URL]] 📞 Tel: 02-055-1095 💙 Facebook Messenger: @netway.official 💚 Line ID: @netway หรือ https://bit.ly/line-netway
การตั้งค่า Two-Factor Authentication สำหรับ Webmail วิธีการตั้งค่า Two-Factor Authenticationขั้นตอนที่ 1 เมื่อทำการ login webmail เข้ามาจะเจอ Menu Two-Factor Authenticationขั้นตอนที่ 2 ให้เข้าไปที่ Menu Two-Factor Authenticationขั้นตอนที่ 3 ให้เข้าไปที่ Set Up Two-Factor Authenticationขั้นตอนที่ 4 ให้ทำการติดตั้ง Application Google Authenticator หรือ Microsoft Authenticator บน smartphoneขั้นตอนที่ 5 ให้เปิด Application Google Authenticator หรือ Microsoft Authenticator บน smartphone แล้วทำการ Scan QR code ขั้นตอนที่ 6 ให้นำเลขที่ได้จากการ Scan QR code มาใส่ในช่อง Security Code ใน Step 2 ก็สามารถใช้งาน Two-Factor Authentication ได้แล้วครับเมื่อทำการ Login webmail เมื่อใส่ user name กับ password หน้า login แล้วก็จะต้องใส่ Two-Factor Authentication อีกครั้ง
เรียน ลูกค้าผู้มีอุปการคุณ ขอแจ้งให้ทราบว่า DigiCert จะมีการปรับราคาผลิตภัณฑ์ Public Trust Certificates เฉลี่ยประมาณ 15% โดยมีผลตั้งแต่ วันที่ 10 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ครอบคลุมใบรับรองประเภทต่าง ๆ เช่น SSL/TLS Certificates (DV, OV, EV) Code Signing Certificates Document Signing Certificates S/MIME Certificates Verified Mark Certificates (VMC) และ Common Mark Certificates (CMC) EU Qualified Certificates และ PKI Overheid Certificates สาเหตุของการปรับราคา เนื่องจากอุตสาหกรรมด้าน Digital Trust และ WebPKI มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะแนวโน้มที่ อายุของ Certificate จะสั้นลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ให้บริการต้องเพิ่มขีดความสามารถของระบบและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการออกและตรวจสอบใบรับรองที่ถี่ขึ้น DigiCert จึงมีการลงทุนเพิ่มเติมในด้านต่าง ๆ เช่น การขยายโครงสร้างพื้นฐาน WebPKI เพื่อรองรับปริมาณการออก Certificate ที่เพิ่มขึ้น ระบบ Automation สำหรับการจัดการ TLS Certificate เพื่อลดขั้นตอนการทำงานแบบ Manual และลดความเสี่ยงจากระบบหยุดชะงัก การตรวจสอบ Domain Control Validation แบบอัตโนมัติผ่านการเชื่อมต่อกับระบบ DNSการปรับปรุงกระบวนการตรวจสอบ OV และ EV เพื่อช่วยลดความล่าช้าในการออกใบรับรอง หากท่านต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับราคาครั้งนี้ หรือผลกระทบต่อการใช้งานของท่าน สามารถติดต่อทีมงานของเราได้ตลอดเวลา เราขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนบริการของเราเสมอมา หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ support@netway.co.th, Line: @netway หรือช่องทางการติดต่อเพิ่มเติมอื่นๆ ___________________________________________________________________________________________________________________________ เราดีใจที่คุณยังนึกถึงเรา 👧🧔 เราพร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ผ่านทุกช่องทางที่คุณสะดวก 📧 Email: support@netway.co.th 🖥 Web Chat: [[URL]] 📞 Tel: 02-055-1095 💙 Facebook Messenger: @netway.official 💚 Line ID: @netway หรือ https://bit.ly/line-netway
เราต้อง “เรียนเขียนโปรแกรม” อีกไหม…ในเมื่อสั่งให้ AI เขียนให้ได้แล้ว? AI ช่วย “พิมพ์โค้ด” ได้เร็วขึ้นจริง แต่การเป็นนักพัฒนาไม่ได้มีแค่การพิมพ์โค้ด—ยังมีการคิดเชิงระบบ ออกแบบ สื่อสาร ตรวจสอบความถูกต้อง ความปลอดภัย และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ดังนั้น ยังควรเรียนเขียนโปรแกรม เพียงแต่ “วิธีเรียน” และ “สิ่งที่ต้องเก่ง” กำลังเปลี่ยนไป ทำไมคำถามนี้ถึงดังขึ้นเรื่อย ๆ ช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา AI เข้ามาอยู่ใน IDE แบบแนบเนียนมากขึ้น จาก autocomplete ที่เดาได้แค่ชื่อตัวแปร ไปสู่การสร้างฟังก์ชันทั้งก้อน, refactor หลายไฟล์, สร้าง unit test, อธิบายโค้ด และช่วย debug ได้ภายในไม่กี่วินาที เมื่อทำได้ขนาดนี้ คำถามจึงเป็นธรรมชาติ: ถ้า AI เขียนโค้ดได้…เราจำเป็นต้องเรียน syntax ไหม? ถ้า AI สร้างโปรเจกต์ให้ได้…เราต้องเข้าใจโครงสร้างระบบไหม? ถ้า AI ช่วยแก้บั๊กได้…เรายังต้องฝึกแก้ปัญหาเองไหม? คำตอบสั้น ๆ คือ “ยังต้องเรียน” แต่ไม่ใช่เพื่อ “แข่งพิมพ์” กับ AI เพราะสิ่งที่ทำให้ซอฟต์แวร์ใช้งานได้จริงในโลก production คือการตัดสินใจที่ซับซ้อนกว่าการ generate โค้ด เช่น ข้อกำหนด (requirements), trade-off, performance, security, privacy, compliance, maintainability, observability, cost และการทำงานร่วมกับทีม ดังนั้นการเรียนเขียนโปรแกรมในยุค AI จึงเปลี่ยนจาก “จำทุกอย่าง” ไปเป็น “เข้าใจหลักการ + ตรวจสอบ/คุมคุณภาพ + สื่อสารกับ AI ให้ดี” เปรียบเทียบให้เห็นภาพ: “เขียนโปรแกรม” ≠ “พิมพ์โค้ด” พิมพ์โค้ด: แปลงความคิดให้เป็น syntax เขียนโปรแกรม: ออกแบบวิธีแก้ปัญหาให้ปลอดภัย ถูกต้อง ทดสอบได้ ดูแลต่อได้ และสอดคล้องกับบริบทของระบบ ข้อดี: ใช้ AI เขียนโปรแกรมแล้วได้อะไร?1) เร็วขึ้นกับงานซ้ำ ๆ และงาน boilerplateAI ช่วยสร้างโครง โค้ดซ้ำ ๆ (CRUD, API clients, mapping, config) ทำให้ทีมไปโฟกัสที่ logic และ design มากขึ้น 2) ช่วย “อธิบาย” และ “ทำความเข้าใจโค้ด” ได้ดีขึ้นเหมาะกับ onboarding โค้ดเก่า หรือเข้าใจส่วนที่เราไม่คุ้น—ช่วยสรุปภาพรวม ชี้จุดสำคัญ และเสนอแนวทางปรับปรุง 3) เพิ่มพลังให้คนที่ไม่ใช่สาย dev เต็มตัวเช่น Ops/DevOps/SRE ที่ต้องจับ IaC, script, pipeline—AI ช่วย draft ได้เร็วขึ้น แล้วมนุษย์ตรวจ/ปรับให้ตรงมาตรฐานองค์กร 4) ช่วยด้าน security บางส่วน (แต่ไม่ใช่ทั้งหมด)เครื่องมือหลายตัวเริ่มมีการสแกนหรือเตือนโค้ดเสี่ยง ช่วยลดข้อผิดพลาดพื้นฐานได้ แต่ยังต้องมีคนตรวจเสมอ ข้อเสีย: ทำไม “สั่ง AI ให้เขียน” ยังไม่พอ?1) โค้ดดูถูกต้อง แต่ผิดตรรกะ/ผิดบริบทง่ายAI อาจสร้างสิ่งที่ “น่าจะใช่” จาก pattern แต่ไม่ได้การันตีว่า “ใช่จริง” โดยเฉพาะเมื่อ requirement มีเงื่อนไขเยอะหรือมีข้อจำกัดเฉพาะระบบ 2) ถ้าเราไม่เข้าใจพื้นฐาน จะตรวจไม่ออกว่า AI พลาดตรงไหนการพึ่งพา AI มากไปอาจทำให้ทักษะอ่านโค้ดและการแก้ปัญหาลดลง และรับข้อเสนอที่ผิดได้ง่ายขึ้น 3) ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย: AI อาจแนะนำโค้ดที่ไม่ secureเช่น การจัดการ input ไม่รัดกุม, การ auth/authz ไม่ถูกต้อง, การใช้ library ไม่เหมาะสม หรือการเปิดช่องโหว่โดยไม่ตั้งใจ 4) ความเสี่ยงด้านข้อมูลและความลับ (Privacy/PII/Secrets)การ paste โค้ด/คอนฟิก/ล็อก/คีย์ เข้าไปใน AI แบบไม่คิด อาจทำให้ข้อมูลสำคัญหลุด ควรทำ redaction และมี policy การใช้งานที่ชัดเจน 5) ความเสี่ยงด้านลิขสิทธิ์/ไลเซนส์โค้ดที่ AI เสนออาจคล้ายโอเพ่นซอร์สบางส่วน ผู้ใช้ต้องตรวจสอบเรื่อง license และการให้เครดิตเมื่อจำเป็น ข้อควรระวัง: ใช้ AI เขียนโปรแกรมให้ “ปลอดภัยและคุมคุณภาพ” อย่าเชื่อทันที: ใช้แบบ “generate → verify → commit” อ่านให้เข้าใจ: ต้องอธิบายได้ว่าโค้ดทำอะไร ทำไมถึงทำ และผลกระทบคืออะไร ทดสอบเสมอ: รัน unit/integration tests และเพิ่ม test ให้ครอบคลุมกรณีสำคัญ สแกนก่อน merge: ใช้ lint, static analysis, dependency scan และ secret scan อย่าใส่ความลับลง prompt: หลีกเลี่ยง secrets/PII ใช้ข้อมูลตัวอย่างหรือ mock แทน กำหนดขอบเขตงานให้ชัด: ระบุภาษา/เวอร์ชัน/มาตรฐานโค้ด/ข้อห้าม เพื่อให้ AI ไม่ “หลุด scope” Human review ยังจำเป็น: โดยเฉพาะโค้ดที่กระทบ security, billing, data และ production แนะนำ Tools ยอดนิยมช่วยเขียนโปรแกรม 5 Tools (พร้อมเปรียบเทียบจุดเด่น)1) GitHub Copilot เด่น: คู่หูใน IDE, ช่วยเติมโค้ด/สร้างฟังก์ชัน/แชทในบริบทโปรเจกต์ เหมาะกับ: ทีมที่ใช้ GitHub ecosystem และอยากได้ AI ใน workflow การพัฒนา 2) Google Gemini Code Assist เด่น: ช่วยเขียน/สร้าง unit tests/ช่วย debug/อธิบายโค้ดใน IDE เหมาะกับ: ผู้ใช้ VS Code/JetBrains/Android Studio และทีมที่อยู่ในสาย Google Cloud 3) Amazon Q Developer (รวม CodeWhisperer) เด่น: AWS-native, มีแนวทางช่วยเรื่อง security scan และบริบทการใช้งาน AWS เหมาะกับ: ทีมที่ทำงานบน AWS หนัก ๆ และอยากได้ผู้ช่วยที่เข้าใจ AWS APIs 4) Tabnine เด่น: เน้นความเป็นส่วนตัว/การควบคุมข้อมูล เหมาะกับองค์กรที่ซีเรียสเรื่อง IP และ compliance เหมาะกับ: ทีมที่ต้องการควบคุมการใช้ AI และหลีกเลี่ยงการแชร์โค้ดออกนอกองค์กร 5) ChatGPT (หรือ LLM Chat Tools) เด่น: คุยเพื่อแตกปัญหา อธิบายแนวคิด ช่วยออกแบบ ช่วยรีวิว logic และสร้างตัวอย่างได้เร็ว เหมาะกับ: prototyping, brainstorming, ช่วยเขียน test case, ช่วยสรุป/อธิบายโค้ด สรุปเปรียบเทียบแบบสั้น: อยากได้ AI อยู่ใน IDE แบบเนียน ๆ: Copilot / Gemini Code Assist ทำงาน AWS เป็นหลัก: Amazon Q Developer กังวลเรื่องความลับ/การควบคุมข้อมูล: Tabnine อยากได้คู่คิดแบบสนทนาเพื่อออกแบบ/แก้ปัญหา: ChatGPT สรุป: แล้ว “ต้องเรียนเขียนโปรแกรม” ไหม? ต้องเรียน—แต่เรียนให้ถูกเป้าในยุค AI: พื้นฐานการคิดเชิงตรรกะ/โครงสร้างข้อมูล/การออกแบบ การอ่านโค้ดและรีวิวคุณภาพ เพื่อจับสิ่งที่ AI ทำพลาด Security mindset เพื่อหลีกเลี่ยงโค้ดเสี่ยงและช่องโหว่ ความรับผิดชอบต่อระบบจริง (SLA, cost, incident, compliance) วิธีเรียนแบบใหม่ที่แนะนำ เขียนเองให้ได้ก่อนในระดับพื้นฐาน → แล้วค่อยใช้ AI เร่งความเร็ว ใช้ AI เป็น “อาจารย์/คู่หู” ให้ถาม “ทำไม” มากกว่า “ขอคำตอบ” ทำ mini-project และฝึก review โค้ด AI ด้วย checklist (test + lint + security scan) อ้างอิง / เครดิตแหล่งข้อมูล Gemini Code Assist overview (Google for Developers) Amazon Q Developer and CodeWhisperer - AWS Toolkit for VS Code Amazon CodeWhisperer Documentation overview (AWS) Tabnine Code Privacy GitHub Copilot Trust Center FAQ GitHub Copilot policies (GitHub Docs) JetBrains: Should You Use AI to Learn to Code? Pluralsight: Should You Use AI to Learn to Code? NIST AI Risk Management Framework (AI RMF) SonarSource: OWASP LLM Top 10 and Code Generation StackHawk: OWASP LLM Security RisksNetway Communication ให้บริการด้าน Cloud, Hosting และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Digicert, ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/