Windows 10 จะสิ้นสุดการซัพพอร์ตในวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ในอีก 2 เดือนข้างหน้า Windows 10 จะสิ้นสุดการซัพพอร์ตแล้ว หลังจากวันที่ 14 ตุลาคม 2568 (14 October 2025) เป็นต้นไป Microsoft จะไม่มีการอัปเดตซอฟต์แวร์ การแก้ไขปัญหาความปลอดภัย หรือความช่วยเหลือทางเทคนิคให้กับพีซี Windows 10 โดยเวอร์ชัน 22H2 เป็นเวอร์ชันสุดท้ายของ Windows 10 แต่ถึงอย่างไรพีซีของเรายังคงใช้งานได้ แต่ต่อไปอาจทำให้อุปกรณ์มีความเสี่ยงต่อไวรัสและมัลแวร์มากขึ้น ประสิทธิภาพและฟังก์ชันการทำงานในแอปพลิเคชันต่างๆ และในอุปกรณ์อาจจะช้าลง ดังนั้นควรเปลี่ยนไปใช้ Windows 11 ที่ทันสมัยกว่าและมีประสิทธิภาพ ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการรักษาความปลอดภัยที่สูงขึ้น Windows 10 ที่จะสิ้นสุดการซัพพอร์ต มีรุ่นใดบ้าง Windows 10 Enterprise & Education Windows 10 Home & Pro Windows 10 IoT Enterprise Windows 10 Enterprise LTSB 2015 Windows 10 Team (Surface Hub) แอปต่าง ๆ ใน Microsoft 365 ยังคงใช้ได้หรือไม่ เมื่อการสนับสนุนสำหรับ Windows 10 สิ้นสุดลง หลังจากนั้นหากใช้แอป Microsoft 365 บน Windows 10 แอปพลิเคชันจะยังคงทำงานต่อไปได้เหมือนเดิม แต่ขอแนะนำให้อัปเกรดเป็น Windows 11 เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้านประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือเมื่อเวลาผ่านไป ก่อนการอัปเกรดซอฟต์แวร์ ควรตรวจสอบอุปกรณ์และความต้องการของระบบดังนี้ สเปคขั้นต่ำเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับ Windows 11 Processor: A compatible 64-bit processor with at least 1 GHz clock speed and 2 or more cores. RAM: 4 GB of RAM or more. Storage: 64 GB of storage or more. System firmware: UEFI firmware with Secure Boot capability. TPM: TPM version 2.0. Graphics card: DirectX 12 compatible graphics with a WDDM 2.0 driver. กรณีต้องการฟีเจอร์ที่สูงขึ้นอย่าง Copilot+ PCs ใน Windows 11 ความต้องการของระบบจะเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ใหม่ Processor: A compatible processor or System on a Chip (SoC) with an NPU capable of performing 40+ TOPS. - AMD Ryzen™ AI 300 series - Intel® Core™ Ultra 200V series - Snapdragon® X series RAM: 16 GB DDR5/LPDDR5 Storage: 256 GB SSD/UFS จะอัปเกรดเป็น Windows 11 ได้อย่างไร การอัปเกรดเป็น Windows 11 จาก Windows 10 Home หรือ Windows 10 Pro เป็น Windows 11 รุ่นที่เทียบเท่ากัน สามารถทำได้ฟรี (เช่น Windows 10 Pro เป็น Windows 11 Pro) โดยต้องตรวจสอบว่าพีซีของท่านตรงตามความต้องการขั้นต่ำของระบบหรือไม่ อีกทั้งสามารถอัปเกรดเป็น Windows 11 ได้ฟรี หากอุปกรณ์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ตรงต่อความต้องการของระบบ ซึ่งต้องใช้งาน Windows 10 เวอร์ชัน 2004 ขึ้นไป เพื่ออัปเกรดผ่านระบบ Windows Update โดยไปที่ เมนู Start ไปที่ Settings ไปที่ Update and Security แถบเมนู Windows Update วิธีตรวจสอบสเปคของเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนนี้จะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นหรือเวอร์ชันของซอฟต์แวร์วินโดวส์ (Windows), พื้นที่เก็บข้อมูล (Storage), สเปคเครื่องคอมพิวเตอร์จำพวกอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเอง และอื่นๆ โดยไปที่ เมนู Start ไปที่ Settings ไปที่ Update and Security ในหน้า Windows Update (เหมือนรูปข้างบน) ที่หัวข้อ Related links คลิก Check Storage และ คลิก OS build info ตรวจสอบ Storage ตรวจสอบ OS build info ตรวจสอบความต้องการของระบบ Windows11 (System requirements) ได้ที่ ภาษาไทย: https://www.microsoft.com/th-th/windows/windows-11-specifications English: https://www.microsoft.com/en-us/windows/windows-11-specifications อ้างอิง: Microsoft สำหรับผู้ที่สนใจ Windows 11 สำหรับผู้ที่สนใจสั่งซื้อระบบปฏิบัติการ Windows 11 กับเน็ตเวย์ฯ สามารถอ่านรายละเอียดราคาได้ที่หน้าเว็บไซต์ Windows 11 Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud, Hosting และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Digicert, ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอที ได้เลยค่ะ Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/
Microsoft Power Automate คืออะไร Power Automate เป็นเครื่องมือที่นำเสนอโดย Microsoft สำหรับวัตถุประสงค์ด้านระบบอัตโนมัติทางธุรกิจ โดยออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือบริษัทต่างๆ ในการพัฒนาเวิร์กโฟลว์สำหรับงานประจำวัน เช่น การแจ้งเตือน การคัดลอกไฟล์ การร้องขอการอนุมัติ และอื่นๆ ข้อดี ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีก็สามารถใช้งาน Power Automate ได้ โดยวิธีการลากและวาง (Drag and Drop) บนหน้าอินเทอร์เฟซ (Interface) ใช้งานได้ทั้งบนเดสก์ท็อป, มือถือ, Microsoft Teams, และเบราว์เซอร์ Power Automate ช่วยให้คุณสร้างเวิร์กโฟลว์ (Workflows) หรือที่เรียกว่า " flows " ที่ช่วยลดขั้นตอนการทำงานด้วยตนเองและเพิ่มความเร็วให้กับกระบวนการทำงาน โดยไม่ต้องจ้างนักพัฒนาหรือซื้อเครื่องมือเพิ่มเติม Power Automate ทำให้งานง่ายขึ้นได้อย่างไร Power Automate ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ที่ทันสมัย แต่สร้างมาเพื่อการแก้ไขปัญหา เช่น การตอบกลับลูกค้า: เมื่อลูกค้าสมัครใช้งาน ส่งอีเมลตอบกลับโดยอัตโนมัติ อัปเดตการมอบหมายงานสำหรับทีมที่เกี่ยวข้อง และทำการอัปเดต CRM การจัดการข้อมูลผู้สนใจซื้อ: Power Automate สามารถตั้งค่าอีเมลติดตามผลเบื้องหลัง ส่งมอบข้อมูลผู้สนใจซื้อให้กับฝ่ายที่รับผิดชอบ และบันทึกกิจกรรมก่อนหน้าได้ทั้งหมดในครั้งเดียว รายงานค่าใช้จ่าย: กำหนดเวิร์กโฟลว์ในการดึงใบเสร็จ สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด และส่งเพื่อขออนุมัติแทนการรวบรวมใบเสร็จและกรอกแบบฟอร์ม การตั้งค่าการรับพนักงานใหม่: เมื่อมีการเพิ่มพนักงานเข้าไปในระบบทรัพยากรบุคคลแล้ว เครื่องมือนี้สามารถเรียกใช้การดำเนินการต่างๆ ได้ เช่น การสร้างบัญชี การแชร์เอกสาร และการกำหนดเวลาการประชุมปฐมนิเทศ การจัดการโครงการ: เริ่มต้นโครงการใหม่ด้วยรายงานอัตโนมัติ การมอบหมายทีม และเครื่องมือติดตามความคืบหน้าที่ช่วยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดเวลา ฟีเจอร์อะไรบ้าง (Features) เทมเพลต (Templates) สำหรับกิจกรรมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น การถ่ายโอนไฟล์ การแจ้งเตือนทางอีเมล การอนุมัติ และการเตือนความจำ มีเทมเพลตที่สร้างไว้ล่วงหน้าที่สามารถใช้ได้ การเชื่อมต่อ (Connectors) สำหรับแอปพลิเคชันยอดนิยม เช่น SharePoint, Dropbox, Outlook, Google Drive และแม้แต่ Twitter มีการเชื่อมต่อในตัวมากกว่า 300 ตัวให้เลือกใช้ ทริกเกอร์และการดำเนินการ (Triggers and actions) แต่ละโฟลว์จะมีทริกเกอร์ที่เริ่มต้นการทำงาน ตัวอย่างเช่น การรับอีเมล หลังจากนั้น โฟลว์จะดำเนินการ ซึ่งอาจทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สร้างงาน ส่งข้อความ หรือบันทึกไฟล์ สามารถปรับเปลี่ยนการดำเนินการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ใช้งานได้หลายแพลตฟอร์ม (Cross-platform use) ใช้งานได้ผ่าน Microsoft Teams มือถือ เดสก์ท็อป และเบราว์เซอร์ เพื่อให้สามารถจัดการเวิร์กโฟลว์ได้ง่ายจากทุกที่ ระบบความปลอดภัย Power Automate สร้างขึ้นบนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ Microsoft ซึ่งหมายความว่าจะได้รับประโยชน์จากโปรโตคอลความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผสานรวมกับ Azure Active Directory สามารถตรวจสอบโฟลว์ จำกัดการเข้าถึงเมื่อจำเป็น และปกป้องข้อมูลสำคัญได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังเป็นตัวเลือกอีกทางสำหรับทีมไอทีที่ต้องจัดการกับระบบเก่า Power Automate สามารถเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์รุ่นเก่าได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องมือเดิม Power Automate ช่วยอะไรใน Project Management 1. Automated Approvals การอนุมัติโดยอัตโนมัติ ตั้งค่าอัตโนมัติสำหรับการอนุมัติเอกสาร คำขอโครงการ หรือการตรวจสอบงบประมาณ 2. Centralized Document Management การจัดการเอกสารแบบรวมศูนย์กลาง จัดเก็บเอกสารโครงการไว้ในที่เดียว ติดตามการเปลี่ยนแปลง และตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกคนทำงานโดยใช้เวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ 3. Real-Time Reporting การรายงานแบบเรียลไทม์ เชื่อมต่อ Power BI กับ Power Automate เพื่อสร้างแดชบอร์ด (Dashboard) และรายงานแบบเรียลไทม์เพื่อแสดงความคืบหน้าของงานและงบประมาณ 4. Team Communication via Teams การสื่อสารกับทีมงานผ่าน Teams ตั้งค่าการแจ้งเตือนใน Microsoft Teams เมื่อมีการอัปเดตเกิดขึ้น เช่น มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาหรือมีงานที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว 5. Smarter Task Organization การจัดระเบียบงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ใช้เทมเพลตอัตโนมัติเพื่อกำหนดเวลาการประชุม ส่งคำเตือน และกำหนดลำดับความสำคัญ การเริ่มต้นใช้งาน หากคุณใช้ Microsoft 365 อยู่แล้ว คุณสามารถเข้าใช้งาน Power Automate ได้ที่ https://flow.microsoft.com Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud, Hosting และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Digicert, ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอที ได้เลยค่ะ Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/ ที่มา: the technology press
เกี่ยวข้อง : วิธีการ เปิด-ปิด Security defaults ใน Microsoft Entra ID Security defaults คืออะไรSecurity defaults เป็นส่วนหนึ่งของ Microsoft Entra ID ที่ทำหน้าที่ช่วยป้องกันองค์กรของคุณจากการเข้าสู่ระบบที่ไม่ถูกต้อง หรือผิดปกติ ยกตัวอย่างเช่น การสุ่มรหัสผ่าน การพยายามเข้าซ้ำซ้อน รวมถึงพฤติกรรมอื่นๆ ที่เข้าข่ายในทางเดียวกันฟีเจอร์ดังกล่าวถูกตั้งค่าโดยเริ่มต้นจาก Microsoft เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานไม่ต้องดำเนินการตั้งค่าด้วยตนเอง โดย Policy ต่างๆ จะอ้างอิงผลลัพท์จากการศึกษาจากการโจมตีที่ผ่านมา และฟีเจอร์นี้ เป็นฟีเจอร์เริ่มต้นที่ใช้งานผ่านบริการ Microsoft 365 ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมการควบคุมเริ่มต้นที่ Security defaults ให้มา มีอะไรบ้างและมีประโยชน์อย่างไรในปัจจุบัน (07/2025) Security defaults ให้ฟีเจอร์ที่ใช้สำหรับการควบคุมการเข้าสู่ระบบ และการใช้งานเริ่มต้นมาที่ 5 ฟีเจอร์ ดังนี้1. Requiring all users to register for multifactor authenticationเมื่อเข้าสู่ระบบครั้งแรก ระบบจะร้องขอการลงทะเบียนอุปกรณ์เพื่อเชื่อมต่อกับบัญชี Microsoft 365 ที่เข้าใช้งาน เพื่อใช้สำหรับการยืนยันตัวตนในอนาคตหากระบบร้องขอซึ่งการดำเนินการส่วนนี้จะบังคับให้เชื่อมต่อกับ Microsoft Authenticator app เป็นหลักคุณสามารถ Download Microsoft Authenticator app ตามประเภทของโทรศัพท์ที่ใช้งานได้ เช่นPlay Store for Android LinkApp Store for IOS Link2. Requiring administrators to do multifactor authenticationบังคับให้ผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์ผู้ดูแลระบบต่างๆ ต้องใช้งาน Multi-Factor Authentication (MFA) เมื่อเข้าใช้งาน โดยข้อมูลที่ใช้สำหรับการยืนยันตัวตน จะมาจากการลงทะเบียนตามข้อ 1 นั่นเองสิทธิ์ผู้ดูแลระบบต่างๆ ที่เข้าเงื่อนไข มีดังนี้Global AdministratorApplication AdministratorAuthentication AdministratorBilling AdministratorCloud Application AdministratorConditional Access AdministratorExchange AdministratorHelpdesk AdministratorPassword AdministratorPrivileged Authentication AdministratorPrivileged Role AdministratorSecurity AdministratorSharePoint AdministratorUser AdministratorAuthentication Policy AdministratorIdentity Governance Administrator3. Requiring users to do multifactor authentication when necessaryส่วนหนึ่งจากการโจมตีระบบ Microsoft 365 ไม่ได้มาจากผู้ดูแลระบบเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะมาจากการโจมตีเริ่มต้นจากผู้ใช้งานก่อนได้เช่นกัน ดังนั้น หากการเข้าใช้งานใดในระดับของผู้ใช้งานทั่วไปเกิดความน่าสงสัย หรือระบบมองว่าไม่ถูกต้อง หรือเสี่ยงต่อการโจมตี จะถูกบังคับให้ยืนยันตัวตน 2 ขั้นตอน (MFA) โดยการยืนยันตัวตนจะใช้ข้อมูลจากการลงทะเบียนไว้จากข้อที่ 1 นั่นเองยกตัวอย่างกรณีที่ต้องยืนยันตัวตน เช่น- ปกติผู้ใช้งานเข้าใช้งานจากกรุงเทพฯ แต่ชั่วโมงถัดมา ถูกเข้าใช้งานจากต่างประเทศ (การเดินทางที่เป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้ยากมากๆ)- ปกติเข้าใช้งานผ่านอุปกรณ์เดิมประจำ แต่วันหนึ่งเข้าใช้งานผ่านอีกอุปกรณ์หนึ่งที่ไม่เคยเข้าใช้งานมาก่อน4. Blocking legacy authentication protocolsระบบจะปิดการใช้งาน Protocols ที่เข้าใช้งานผ่านการยืนยันตัวตนที่ล้าสมัย (Legacy authentication) ยกตัวอย่างเช่น IMAP,POP3 หรือ SMTPรวมถึงไม่สามารถเข้าใช้งาน Client ที่ไม่ได้ยืนยันตัวตนแบบ Modern Authentication ด้วยเช่นกัน (ยกตัวอย่างเช่น Outlook 2010 client)ส่วนนี้มักจะกระทบต่อการใช้งานการส่ง Email ผ่านโปรแกรม 3rd Party application หรือ Printer ที่ยังคงใช้การส่ง Email แบบ SMTP Authentication Submission อยู่เช่นกันแต่การ Block ในหัวข้อนี้ ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่โดนนำไปส่ง Email Spam ได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน (ส่วนมากถูกขโมยรหัสผ่านจาก Email Phishing เช่น Email ให้เปลี่ยนรหัสผ่าน)5. Protecting privileged activities like access to the Azure portalบังคับการเข้าถึงในส่วนของ Azure portal ต้องผ่านการตั้งค่า Multi-Factor authentication เท่านั้น โดย Service ที่เกี่ยวข้อง มีดังนี้Azure portalMicrosoft Entra admin centerAzure PowerShellAzure CLIบทสรุปของฟีเจอร์ Security defaultsฟีเจอร์ดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยปกป้ององค์กรของคุณจากการเข้าใช้งานที่น่าสงสัย หรือผิดปกติ ซึ่งถ้าอธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายและรวบรัด คือ1. ช่วยป้องกันการเข้าถึงได้จากกรณีที่รหัสผ่านมีการหลุดรอดออกไป ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง2. ช่วยป้องกันการส่ง Email Spam ที่จะทำให้คะแนนความน่าเชื่อถือของ Domain ที่ใช้งานลดลง หรือถูก Block การส่ง Email ออกจากระบบในระดับขององค์กร (กรณี Admin ถูกแฮค)3. ช่วยป้องกันการเข้าถึงในฝั่งผู้ดูแลระบบหลังบ้าน (Admin Center) เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจแน่นอนว่า ฟีเจอร์ดังกล่าวอาจจะเกิดความยุ่งยากต่อการใช้งาน แต่หากมองในแง่มุมของความปลอดภัยและคุ้มค่าแล้ว ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่ควรใช้งานอย่างยิ่งเพราะฟีเจอร์ดังกล่าวไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติมด้วยนั่นเองหากคุณไม่มั่นใจว่า Microsoft 365 Tenant ของตนเองที่ดูแลอยู่ เปิดฟีเจอร์นี้ไว้หรือไม่ สามารถดูคู่มือตาม Link ด้านล่างนี้ เพื่อตรวจสอบได้เพิ่มเติมได้เลยครับวิธีการ เปิด-ปิด Security defaults ใน Microsoft Entra ID----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Digicert, ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอที ได้เลยค่ะLine : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/
Google Search Console คืออะไร Google Search Console คือเครื่องมือฟรีจาก Google ที่ช่วยเจ้าของเว็บไซต์ตรวจสอบและปรับปรุงการแสดงผลของเว็บไซต์ ช่วยวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเว็บไซต์ แก้ไขปัญหาทางเทคนิคบางอย่าง ดูการติดตาม Keyword ของผู้ใช้ Google ที่พิมพ์คำค้นหาและบ่งบอกจำนวนผู้ที่คลิกเข้ามา การนับจำนวนการเข้าถึงหน้าเว็บไซต์โดยแสดงเป็น URL การจัดอันดับเรื่องราวข้อมูลที่นิยม สามารถแสดงรายงานออกมาทั้งในรูปแบบ ตัวเลข ข้อมูล กราฟ แยกออกมาในรูปแบบตารางข้อมูล และ PDF ได้ โดยมีฟีเจอร์หลัก ๆ ดังนี้ ฟีเจอร์หลักของ Google Search Console 1. ตรวจสอบสถานะการจัดทำดัชนี (Indexing) ตรวจสอบว่า Google เข้าถึงหน้าเว็บของคุณได้หรือไม่ ส่ง URL เพื่อให้ Google จัดทำดัชนีเร็วขึ้น 2. วิเคราะห์คำค้นหา (Search Performance) ตรวจสอบว่าผู้ใช้ค้นหาเว็บไซต์ของคุณด้วยคำว่าอะไร จำนวนคลิก, การแสดงผล, CTR (Click-through rate), และอันดับเฉลี่ยหน้าเว็บใน Google 3. ตรวจสอบปัญหาเว็บไซต์ แจ้งเตือนเมื่อพบปัญหา เช่น หน้าเว็บไม่สามารถเข้าถึงได้, ปัญหาเกี่ยวกับมือถือ, หรือความปลอดภัย 4. ตรวจสอบ Backlinks แสดงลิงก์จากเว็บไซต์อื่นที่เชื่อมมายังเว็บไซต์ของคุณ 5. ตรวจสอบความเหมาะสมกับอุปกรณ์มือถือ วิเคราะห์ว่าเว็บไซต์ของคุณใช้งานได้ดีบนเดสท็อป มือถือ แท็บเล็ต หรือไม่ 6. ส่ง Sitemap ช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณได้ดีขึ้น 7. รายงาน (Report) สามารถดาวน์โหลดรายงานรูปแบบ ตัวเลข ข้อมูล กราฟ เป็นไฟล์ PDF และแบบตารางข้อมูล โดยแยกเป็นข้อมูล Queries, Pages, Countries, Devices, Search appearance, Dates และ Filters เหมาะกับใคร? เจ้าของเว็บไซต์ นักพัฒนาเว็บ นักการตลาดออนไลน์ (SEO) Blogger หรือผู้ดูแลเนื้อหา วิธีใช้ Google Search Console เบื้องต้น การเริ่มต้นใช้งาน Google Search Console มีดังนี้ มีบัญชี Google เข้าไปที่ Google Search Console: https://search.google.com/search-console เพิ่มชื่อโดเมน และ Verify Domain เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของโดเมนให้เรียบร้อย หากคุณมีเว็บไซต์และต้องการให้ผู้ใช้งานออนไลน์ค้นเจอผ่าน Google ได้ง่ายขึ้น การใช้ Search Console เป็นสิ่งที่ควรทำตั้งแต่เริ่มต้น นอกจากนี้ยังมี Google Tools อีกหลายเครื่องมือที่น่าสนใจสำหรับงานเว็บไซต์
หากบริษัทหรือธุรกิจมีหน้าร้านหลายๆสาขา เราสามารถปักหมุดบน Google Map ได้ตามจำนวนสาขาที่เรามี เพียงทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. ไปที่ https://www.google.com/maps แล้วลอคอินเป็นบัญชีของคุณให้เรียบร้อย 2. คลิกที่ปุ่ม Menu และเลือก Your Place 3. ให้เลือกไปที่แท็บ MAPS แล้วคลิก CREATE MAP 4. ตั้งชื่อ Map Title และตั้งชื่อ Layer ได้เลย 5. เลือก Add Marker เพื่อปักตำแหน่งที่อยู่ เมื่อปักตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว ให้ใส่รายละเอียดให้ครบถ้วน โดยอาจจะใส่เป็นที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ หลังจากนั้นเลือกที่ Save 6. เราสามารถปรับแต่งสีของหมุดและเลือกรูปไอคอนได้โดยคลิกที่ Style วิธีการเพิ่มตำแหน่งที่อยู่หรือสาขาของธุรกิจ หากธุรกิจของคุณมีมากกว่า 1 สาขา หรือมีบริษัทในเครือ และต้องการให้ Google Map แสดงผลทั้งหมด ให้คลิก Add Layer เพิ่ม เมื่อเพิ่ม Layer เรียบร้อยแล้ว ให้ทำตามขั้นตอนที่ 4-6 ตามด้านบนอีกครั้ง วิธีแชร์ Map ให้เป็นสาธารณะ และการนำ Embed Code ไปวางบน Netway.site 1. หลังจากที่ตั้งค่าทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วให้เลือก Share เพื่อทำให้ที่อยู่ที่คุณตั้งไว้เป็นสาธาณะและให้ทุกๆคนสามารถเข้าถึงได้ 2. ใน Sharing Settings เลือกที่ Change... และตั้งค่าให้เป็น Public on the web และเลือก Save 3. การนำ Embed Code มาเพิ่มลงใน Netway.site ง่ายๆเพียงเลือกที่ปุ่ม 3dots และเลือกที่ Embed on my site จากนั้นคัดลอกโค้ดและนำไปใส่บนเว็บไซต์ของคุณได้เลย