Gain insights from the 2022 Environmental Sustainability Report In this annual sustainability report, learn how Microsoft is working toward its 2030 sustainability commitments by not only focusing on its own environmental impact but also supporting the sustainability journeys of our customers and global communities.See how you can move from pledges to progress with technology that helps organizations meet sustainability commitments—and a partner that prioritizes the planet and its people. Gain insights that can help you drive your organization’s journey, including:· Detailed goals.· Progress to date.· Stories of impact.· Key lessons learned.Get the report
5 ทักษะดิจิทัลที่ควรมี! ในปี 2023 ถ้าไม่อยากพลาดโอกาสในการทำงาน อย่างที่รู้กันว่าเทคโนโลยีในยุคนี้ ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว หลายสิ่งหลายอย่างที่คุ้นเคยกลับถูกแทนที่ด้วยสิ่งใหม่ๆ นอกจากเทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตแล้ว เทคโนโลยียังลดบทบาทของมนุษย์ลงไปด้วย ทำให้หลายอาชีพหายไป หรือถูกลดจำนวนการจ้างงานลง และเปลี่ยนมาใช้ระบบ AI แทน จนมีการคาดการณ์ว่าในอนาคต ‘คน’ อาจต้องทำงานควบคู่ไปกับระบบ AI และตำแหน่งงานประมาณ 85% ของคนที่จบการศึกษาในปี 2030 จะเป็นตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ดังนั้นในปัจจุบันคนทำงานจำเป็นต้องมีทักษะทางด้านดิจิทัลที่ดี เพื่อรองรับการทำงานในอนาคต และนี่คือ 5 ทักษะดิจิทัลที่ควรมีในปี 2023 ไปดูกันเลย! 1. การสื่อสารข้อมูล (Data Communication) / การเล่าเรื่องข้อมูล (Data Storytelling) 2. ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) 3. ออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ (UX Design) 4. การตลาดดิจิทัล (Digital marketing) 5. ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence (AI) ***อ่านยาวๆ***1. การสื่อสารข้อมูล (Data Communication) / การเล่าเรื่องข้อมูล (Data Storytelling) จากงานวิจัยของ Forrester Consulting เผยว่านักสื่อสารข้อมูลและนักเล่าเรื่องเป็นที่ต้องการตลาดมากที่สุดในปี 2023 เนื่องจาก 70% ของงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเกี่ยวกับการใช้ Data ทั้งหมด ดังนั้นผู้ที่ความสามารถในการสื่อสาร วิเคราะห์ หรืออธิบายข้อมูลได้ จะเป็นที่ต้องการขององค์กรอย่างยิ่ง ในขณะเดียวกันคนที่มีทักษะ Data Storytelling ที่สามารถนำข้อมูลมาเล่าเรื่องเป็นภาพ กราฟ หรืออินโฟกราฟิก โดยใช้ประโยชน์จากเครื่องมือต่างๆ เช่น PowerBI, Qlik และ Tableau ก็เป็นที่ต้องการขององค์กรเช่นกัน เพราะฉะนั้นการเล่าเรื่องด้วยข้อมูลจึงกลายเป็นทักษะที่มาแรงมากในปี 2023 2. ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ตั้งแต่เกิดวิกฤตโรคระบาด เทคโนโลยีได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการทำงานให้เข้าสู่สังคมดิจิทัล ทำให้องค์กรต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มากขึ้น การรักษาความมั่นคงปลอดภัยต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์จึงมีบทบาทที่สำคัญต่อธุรกิจและองค์กรเป็นอย่างมาก 3. ออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ (UX Design) ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งานมากขึ้น UX Design จึงกลายเป็นหนึ่งทักษะสำคัญในปี 2023 อย่างที่รู้กันว่าการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลทำให้องค์กรทุกองค์กรกลายเป็นองค์กรด้านเทคโนโลยี รวมถึงการทำงานทุกอย่างที่ต้องใช้เทคโนโลยี จึงจำเป็นมากที่ทุกคนต้องใช้เทคโนโลยีให้เป็น เพราะฉะนั้น UX Design จึงมีหน้าที่ออกแบบเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน นอกจากนี้ถ้าคุณอยากให้องค์กรอยู่รอด คุณไม่ควรมองข้ามทักษะ UX Design เป็นอันขาด เพราะปัจจุบันผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น รวมถึงธุรกิจต่างๆ เริ่มมีลักษณะที่คล้ายๆ กัน สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างให้กับผู้ใช้งานได้ คือ การสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานนั่นเอง 4. การตลาดดิจิทัล (Digital marketing) ทักษะ Digital Marketing จะกลายเป็นทักษะแห่งอนาคตที่ทุกคนต้องมีติดตัว จะเห็นว่าหลายองค์กรเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาด มาใช้ Platform บน Social Networking Media กันมากขึ้น ทักษะการตลาดดิจิทัล จึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการทำการตลาดบนโลกโซเชียล แต่ในปีที่แล้วกระแสของเทคโนโลยี Metaverse กำลังมาแรง ทำให้มี Platform ใหม่ๆ เกิดขึ้นมา เช่น Augmented Reality (AR) การตลาดดิจิทัลจึงมีความแตกต่างจากเดิมที่ต้องการทักษะทางด้านด้านเทคนิคและความคิดสร้างสรรมากขึ้น 5. ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence (AI) จากทักษะที่กล่าวมาจะเห็นว่าทุกทักษะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านข้อมูล (Data) การออกแบบ UX ความปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือแม้แต่การตลาดดิจิทัล จึงไม่แปลกที่ AI เป็นทักษะที่ต้องการในปี 2023Cr. Techsauce.coที่มา Forbes (https://www.forbes.com/sites/bernardmarr/2022/12/05/the-top-5-in-demand-tech-skills-for-jobs-in-2023/?sh=42e7d070826c )
8 เช็คลิสต์เรื่องไอทีที่ควรทำก่อนหยุดยาว แนะนำเช็คลิสต์ทางด้านไอทีแบบง่ายๆ ที่ควรตรวจสอบก่อนเดินทาง เพื่อคุณจะได้ไม่ต้องมาคอยปวดหัวระหว่างเดินทางไปเที่ยวในช่วงหยุดยาว. 1. โหลดแอปที่จำเป็นแล้วหรือยัง2. สายชาร์จและอแดปเตอร์ มีครบไหม 3. ชาร์จแบตทั้งมือถือ ทั้งคอม แล้วหรือยัง4. เช็คแพคเกจมือถือของคุณ และชำระให้เรียบร้อย 5. ต่อ VPN แล้วหรือยัง6. แบคอัพข้อมูลสำคัญไว้ก่อนเลย 7. ตรวจสอบความปลอดภัยของอุปกรณ์ต่างๆ8. ตรวจสอบทุกเรื่องที่ระบุมาทั้งหมดอีกครั้ง
พบกับ OneDrive โฉมใหม่ จัดโฟล์เดอร์ แยกไฟล์ เป๊ะไมโครซอฟท์โชว์ OneDrive for Web โฉมใหม่ โฟลเดอร์แยกสี แยกไฟล์ตามเพื่อน-การประชุมไมโครซอฟท์เผย OneDrive for Web โฉมใหม่ หน้าตาทันสมัยขึ้นกว่าเดิม เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างโฟลเดอร์แยกตามสีได้ (เรียกร้องกันมานานมาก) แยกดูไฟล์ตามเพื่อนร่วมงานแต่ละคน หรือการประชุมแต่ละครั้งได้หน้าตาโดยรวมของ OneDrive ตัวใหม่ดูสะอาด เรียบง่ายมากขึ้น เพิ่มตัวกรองประเภทของไฟล์ในทุกหน้าจอ, เพิ่มฟีเจอร์ช็อตคัตของไฟล์แบบเดียวกับระบบจัดการไฟล์ของวินโดวส์, สามารถทำงานออฟไลน์ได้แม้อยู่ในเบราว์เซอร์, เพิ่มตัวเลือกว่าจะเปิดไฟล์ในเบราว์เซอร์หรือในแอพเดสก์ท็อป (Open in App) และใช้ AI ช่วยคัดกรองไฟล์ที่ใช้บ่อยมานำเสนอไมโครซอฟท์บอกว่า OneDrive โฉมใหม่ยังใช้ได้เฉพาะบัญชีองค์กร-การศึกษาเท่านั้น (ยังไม่บอกว่าบัญชีผู้ใช้ทั่วไปจะได้ใช้ด้วยหรือไม่ และยังไม่บอกว่า OneDrive เวอร์ชันเดสก์ท็อปจะได้อัพเกรดเป็นหน้าตาแบบนี้ด้วยไหม) แถมยังไม่ประกาศกำหนดเวลาเริ่มใช้งาน ตอนนี้ยังเป็นแค่การโชว์อย่างเดียวหน้า All Sharedหน้า People viewหน้า Meetings viewการฟิลเตอร์เฉพาะไฟล์ประเภท PDFเพิ่มฟีเจอร์การใส่ Favorite ให้ไฟล์หรือโฟลเดอร์ และการปักหมุด (Pin) ไฟล์ที่ใช้บ่อยๆ ไว้ในแถบ sidebar, รองรับการทำ File Shortcutsอินเทอร์เฟซ OneDrive แบบใหม่จะถูกยกไปใช้กับ Microsoft Teams ด้วย โดยเป็นแอพภายใน Teams ชื่อว่า Files อันนี้บอกว่าจะมาตอนปลายปี 2023ที่มา https://techcommunity.microsoft.com/t5/microsoft-onedrive-blog/experience-the-new-onedrive-fast-organized-and-personalized/ba-p/38049853804985
Take the Zero Trust maturity assessment to see where you stand (English Content Below) ในรอบปีที่ผ่านมา ในแวดวงธุรกิจมีความตื่นตัวเรื่อง cybersecurity และกังวลผลกระทบของ ransomware หรือ malware มากขึ้น แสดงให้เห็นว่าความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้อีกต่อไป ไม่ว่าสำหรับ SME หรือ Enterprise หรือในอุตสาหกรรมใด สภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมซึ่งเป็นการทำงาน on-site สู่การทำงานแบบ hybrid อย่างเต็มตัวในบางองค์กร ทำให้หลายองค์กรตกเป็นเป้าของผู้ประสงค์ร้ายไปโดยไม่รู้ตัว ขณะที่เทคนิคการจู่โจมบางอย่างที่สร้างความเสียหายได้อย่างร้ายแรงอยู่แล้วแต่เดิม ก็มีพัฒนาการจนแม่นยำและอันตรายยิ่งกว่าเดิมเสียอีกทั้งหมดนี้ทำให้แนวคิดการรักษาความปลอดภัยเชิงรุกแบบ Zero Trust ยิ่งทวีความสำคัญ ด้วยหลักการที่มุ่งตรวจสอบข้อมูลจากทุกแหล่งที่มี เพื่อยืนยันให้มั่นใจว่าทุกคำขอใช้งานระบบหรือข้อมูลเป็นของจริง จากผู้ใช้ตัวจริง และไม่ได้มุ่งก่อให้เกิดความเสียหายก่อนจะเริ่มดำเนินการระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยแบบ Zero Trust สิ่งสำคัญลำดับแรกคือต้องประเมินมาตรฐานระบบความปลอดภัยขององค์กรในขณะนั้นเสียก่อนว่าอยู่ในจุดไหน และยังต้องยกระดับระบบความปลอดภัยในส่วนไหนบ้าง ดังนั้น ไมโครซอฟท์จึงได้พัฒนา Zero Trust Maturity Model ขึ้น เพื่อใช้ประเมินความสามารถขององค์กรในการปกป้องระบบ ข้อมูล และผู้ใช้ ภายใต้หลักการของ Zero Trust โมเดลนี้ แบ่งองค์กรออกเป็น 3 ระดับหลักๆ ตามความพร้อม ได้แก่ขั้นดั้งเดิม (Traditional): องค์กรส่วนใหญ่มักจะอยู่ในระยะนี้ หากพวกเขายังไม่ได้เริ่มต้นการเดินทางตามแนวทาง Zero Trust องค์กรกลุ่มนี้ยังคงบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ด้วยโลกทัศน์แบบเดิมว่า การแบ่งแยกโซน Internet และ Intranet ออกจากกันนั้นเพียงพอแล้วที่จะสร้างความปลอดภัย ยังไม่มีการป้องกันในเรื่องของตัวตนผู้ใช้และข้อมูลอย่างเพียงพอ รวมถึงยังไม่รองรับการใช้งานอุปกรณ์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะในสถานการณ์ Work From Home บางองค์กรมีการยืนยันตัวตนผู้ใช้ด้วยระบบภายในองค์กรเท่านั้น ไม่ใช้คลาวด์เข้ามารองรับ และมีกฎการเข้าใช้งานที่ตายตัว ไม่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริง และอาจเริ่มใช้ระบบ Single sign-on (SSO) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงหลายระบบในองค์กรด้วยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านเพียงชื่อเดียว ส่วนในด้านการเฝ้าระวังนั้น อาจมีข้อมูลไม่มากนักในการดูแลความปลอดภัยที่อุปกรณ์ปลายทาง ระบบคลาวด์ หรือผู้ใช้ที่เชื่อมต่อเข้ามา ซึ่งองค์กรในประเทศไทยส่วนใหญ่จัดอยู่ในระดับนี้ทั้งสิ้นขั้นสูง (Advanced): ในขั้นนี้องค์กรต่างๆ ได้เริ่มต้นดำเนินนโยบายภายใต้แนวคิด Zero Trust บ้างแล้วและมีความคืบหน้าในประเด็นสำคัญบางประการ กล่าวคือ ออกแบบระบบความปลอดภัยที่เน้นไปที่การยืนยันตัวตนของผู้ใช้ การบริหารจัดการอุปกรณ์ที่ยืดหยุ่น และควบคุมการเข้าถึงข้อมูลอย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น มีการใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบผสมที่นำคลาวด์เข้ามารองรับ และมีการปรับแนวทางการเข้าใช้งานข้อมูล แอป และเครือข่ายให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานจริง ส่วนอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ามาก็ได้รับการลงทะเบียนและขึ้นตรงต่อนโยบายความปลอดภัยด้านไอทีเรียบร้อยแล้ว รวมถึงมีระบบป้องกันภัยคุกคามบนคลาวด์ นอกจากนี้ยังเริ่มมีการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics) เพื่อประเมินพฤติกรรมของผู้ใช้และการระบุภัยคุกคามในเชิงรุกอีกด้วยขั้นสมบูรณ์ (Optimal): องค์กรที่อยู่ในระดับนี้ ถือได้ว่ามีการปรับปรุงระบบความปลอดภัยได้อย่างเหมาะสม และต่อยอดไปสู่การทำงานแบบอัตโนมัติมากขึ้น ลดภาระงานที่ต้องใช้คนเข้าไปบริหารจัดการ จึงลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดจากมนุษย์ ตัวอย่างเช่น มีการใช้คลาวด์ยืนยันตัวตนผู้ใช้เพื่อให้ยืนยันข้อมูลจากทุกภาคส่วนได้ครบถ้วนที่สุด พร้อมด้วยระบบวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ที่อาจเปิดหรือปิดกั้นการเข้าใช้งานได้ตามความเสี่ยงที่ตรวจพบ ขณะที่นโยบายการเข้าถึงและแชร์ข้อมูลในองค์กรก็มีนโยบายและกฎเกณฑ์ชัดเจนที่บังคับใช้ผ่านคลาวด์ พร้อมทำการเข้ารหัสและติดตามการเคลื่อนย้ายข้อมูลอย่างทั่วถึงในทุกก้าว นอกจากนี้ ระบบยังปฏิเสธที่จะเชื่อหรือยกผลประโยชน์ให้กับผู้ใช้โดยอัตโนมัติ และจะต้องทำการตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียดทุกครั้ง รวมถึงแบ่งเขตการเข้าใช้งานระบบในองค์กรให้ชัดเจน เพื่อความมั่นใจว่าผู้ใช้ที่เข้ามาเป็นตัวจริง และลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากเป็นผู้ประสงค์ร้ายแทรกซึมเข้ามา ส่วนการตรวจจับภัยคุกคามก็ดำเนินไปได้โดยอัตโนมัติเต็มรูปแบบ รวมถึงในขั้นตอนการตอบสนองกับการจู่โจมด้วยดังนั้นเราจึงขอแนะนำให้คุณทำทดสอบประเมินนี้ เพื่อจะได้วัดระดับ Zero Trust ของคุณ ก่อนที่จะแนะนำแนวทางที่เหมาะสมTake the Assess Take the Zero Trust maturity assessment to see where you standเชิญทำแบบทดสอบเพื่อประเมินความสามารถขององค์กรในการปกป้องระบบ ข้อมูล และผู้ใช้ ภายใต้หลักการของ Zero Trust แบบทดสอบนี้ถูกออกแบบคำถามในเรื่อง Identities (ข้อมูลประจำตัว), Endpoints, Apps, Infrastructure, Data (ข้อมูล), และ Network (เครือข่าย) ทำแบบทดสอบ > Zero Trust security protects people, devices, apps, and data wherever they’re located. Instead of assuming everything behind the corporate firewall is safe, the Zero Trust model assumes breach and verifies each request as though it originates from an open network. Regardless of where the request originates or what resource it accesses, Zero Trust teaches us to “never trust, always verify.” The Zero Trust maturity assessment will help you determine where you are in your journey across your identities, devices, apps, infrastructure, network, and data. Find out what Zero Trust maturity stage your organization has reached – Traditional, Advanced, or Optimal – and get recommendations on how to progress to the next stage. Take the Assess