ไมโครซอฟท์ประกาศนำเสนอบริการใหม่ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม พร้อมเพิ่มความสามารถให้กับบริการที่คุ้นเคย เพื่อสนับสนุนพนักงานด่านหน้าโดยเฉพาะกรุงเทพฯ, 17 มกราคม 2565 – ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวรายงานพิเศษ Work Trend Index หัวข้อ “เทคโนโลยีสามารถปลดล็อคอนาคตใหม่ให้กับพนักงานด่านหน้า” (Technology Can Help Unlock a New Future for Frontline Workers) พร้อมประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Microsoft Teams และ Microsoft Viva ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของพนักงานด่านหน้านับล้านคนทั่วโลกพนักงานด่านหน้าจำนวนกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลกมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 80 ของจำนวนแรงงานทั่วโลกทั้งหมด โดยร้อยละ 88 ขององค์กรได้ว่าจ้างพนักงานในการให้บริการส่วนหน้า ในปัจจุบัน บริษัทต่าง ๆ กำลังเพิ่มการลงทุนในเครื่องมือดิจิทัลมากขึ้น เพื่อช่วยพนักงานด่านหน้าในการปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้ทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และปรับปรุงวัฒนธรรมและการสื่อสารภายในสถานที่ทำงาน โดยไมโครซอฟท์พบว่ายอดผู้ใช้งานรายเดือนของ Microsoft Teams ในกลุ่มพนักงานด่านหน้าได้เพิ่มสูงขึ้นถึง 400% นับตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 เป็นต้นมารายงาน Work Trend Index ฉบับล่าสุดนี้ เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อเกือบทุกกลุ่มของแรงงานทั้งหมด โดยมีประเด็นหลักๆ ดังนี้:ความห่วงใยคือหัวใจของการเดินหน้าต่อสำหรับสำหรับพนักงานด่านหน้า: ร้อยละ 76 ของพนักงานด่านหน้ารู้สึกผูกพันกับเพื่อนร่วมงาน แต่ละร้อยละ 60 กลับยังมองว่าบริษัทของพวกเขาควรให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและการสื่อสารให้มากขึ้น นอกจากนี้ ร้อยละ 51 ของพนักงานด่านหน้าที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งระดับผู้จัดการขึ้นไปยังรู้สึกว่าองค์กรมองไม่เห็นคุณค่าของพวกเขาในฐานะพนักงาน โดยในประเทศออสเตรเลีย อินเดีย และญี่ปุ่น มีพนักงานที่มีความคิดเห็นเช่นนี้ ร้อยละ 52, 23 และ 75 ตามลำดับพนักงานด่านหน้ากำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ: ท่ามกลางปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งงานครั้งใหญ่ พนักงานด่านหน้ามองว่าค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดีขึ้น รวมถึงความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต และความยืดหยุ่น ล้วนเป็นเหตุผลในการพิจารณาเปลี่ยนงาน นอกจากนี้ การพัฒนาทักษะยังเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับพนักงานด่านหน้าในประเทศอินเดียอีกด้วยความคาดหวังที่มีต่อเทคโนโลยีอยู่ในระดับสูง: ร้อยละ 63 ของพนักงานด่านหน้ารู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสทางอาชีพการงานที่เกิดจากเทคโนโลยี และเทคโนโลยียังถูกจัดให้เป็นปัจจัยสำคัญอันดับสามในการลดความตึงเครียดในสถานที่ทำงาน นอกจากนี้ ยังมีมุมมองที่น่าสนใจจากพนักงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกดังนี้:พนักงานด่านหน้าในประเทศออสเตรเลียใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยจัดตารางงานของคนในทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ร้อยละ 33) เตรียมความพร้อมพนักงานใหม่ในทีม (ร้อยละ 32) และตัดการเชื่อมต่อภายนอกสถานที่ทำงาน (ร้อยละ 30)ในประเทศอินเดีย พนักงานด่านหน้าใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือการทำงานด้านการใช้งาน VR/AR ของทีม (ร้อยละ 52) ติดตามและแจ้งข่าวสารกันแบบเรียลไทม์ (ร้อยละ 51) จัดตารางการทำงานของพนักงานภายในทีม (ร้อยละ 51) จัดการตารางงานอื่น ๆ (ร้อยละ 51) และสื่อสารกับบุคคลภายนอก (ร้อยละ 51)ในประเทศญี่ปุ่น พนักงานด่านหน้าพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือการทำงานซ้ำๆ ด้วยระบบอัตโนมัติ (ร้อยละ 23) เตรียมความพร้อมพนักงานใหม่ในทีม (ร้อยละ 20) จัดตารางการทำงานของพนักงานในทีม (ร้อยละ 19) ลดการใช้งานแอปพลิเคชัน (ร้อยละ 19) และลดการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ (ร้อยละ 19)ยังมีช่องว่างให้เติมเต็ม ด้านโอกาสการเรียนรู้เทคโนโลยี: ร้อยละ 46 ของพนักงานด่านหน้ารู้สึกว่าตนเองถูกกดดันให้ต้องปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้ไม่สูญเสียตำแหน่งงานของตัวเองไป ขณะที่ร้อยละ 55 กล่าวว่าพวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะใช้งานเทคโนโลยีใหม่ไปในขณะทำงานจริง โดยไม่ได้รับการฝึกอบรมหรือโอกาสในการทดลองใช้อย่างจริงจัง ในภูมิภาคเอเชีย มีพนักงานด่านหน้าที่มีความคิดเห็นเช่นนี้ร้อยละ 51 ในประเทศออสเตรเลีย ร้อยละ 56 ในประเทศอินเดีย และร้อยละ 66 ในประเทศญี่ปุ่นในวันนี้ ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวบริการใหม่ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม รวมถึงความสามารถต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนพนักงานด่านหน้าโดยเฉพาะ ใน Teams และ Viva ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเพื่อส่งเสริมประสบการณ์การทำงานของพนักงานที่ถูกเปิดตัวในช่วงต้นปี พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้สานต่อความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์อย่างแข็งแกร่งกับ ซีบร้า เทคโนโลจีส์ คอร์ป (Zebra Technologies Corp) ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันดิจิทัลแห่งนวัตกรรม ซึ่งรวมถึงซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เช่นคอมพิวเตอร์พกพาระบบแอนดรอยด์ที่มีความทนทานสำหรับการทำงานของพนักงานด่านหน้า โดยทั้งสองบริษัทได้ร่วมมือกันนำเสนอแอปพลิเคชัน Teams Walkie Talkie และคอมพิวเตอร์พกพาของซีบร้าที่มีให้บริการหลากหลายรุ่น รวมถึงปุ่มกดแบบ “กดเพื่อพูด” (push-to-talk หรือ PTT) ที่ถูกออกแบบขึ้นโดยเฉพาะเพื่อเข้าถึงการใช้งาน Teams Walkie Talkie ผ่านอุปกรณ์ของซีบร้า นอกจากนี้ ปัจจุบัน ปุ่ม “กดเพื่อพูด” แบบดิจิทัลสำหรับ Teams Walkie Talkie ยังพร้อมให้ใช้งานแล้วในอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS เช่นเดียวกับแอนดรอยด์ไมโครซอฟท์เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยการผสาน Teams เข้ากับ Zebra Reflexis™ ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อโซลูชัน Reflexis Workforce Management เข้ากับแอปพลิเคชัน Shift ใน Teams การผสมผสานในครั้งนี้ช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้กับการจัดตารางกะการทำงานและคำขอในการลาหยุดของพนักงานใน Teams โดยช่วยให้ผู้จัดการสามารถอนุมัติคำขอต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นการจัดตารางการต่อคิวเพื่อการนัดพบแบบออนไลน์พร้อมให้บริการแล้วใน Teams เพื่อให้ลูกค้าผู้ใช้บริการหรือผู้ป่วยในสถานพยาบาลอุ่นใจไปกับประสบการณ์ที่โปร่งใสและไร้กังวล สามารถติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้ทั้งระยะเวลาการรอ การนัดพบที่พลาดไป หรือความล่าช้าของพนักงานแอปพลิเคชัน Viva Connections ใน Microsoft Teams ทำหน้าที่เชื่อมต่อพนักงานด่านหน้าเข้ากับวัฒนธรรมขององค์กร ทรัพยากรและเครื่องมือ ข่าวสาร และกลุ่มทรัพยากรสำหรับพนักงานในขั้นตอนการทำงาน การผสานการทำงานร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เช่น Workday และ Espressive ช่วยให้พนักงานกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงทรัพยากรที่สำคัญขององค์กรได้ง่ายขึ้น และช่วยให้การดำเนินงานพื้นฐานอย่างการจัดการบัญชีเงินเดือนและบริการอื่น ๆ ของแผนกทรัพยากรบุคคลถูกนำมารวบรวมไว้ในที่เดียวกันแอปพลิเคชัน Viva Learning เปิดโอกาสให้พนักงานด่านหน้าสามารถค้นพบ แชร์ และติดตามเนื้อหาการเรียนรู้ที่เหมาะสมผ่าน Microsoft Teams จึงช่วยให้พนักงานทั่วทั้งบริษัทสามารถติดตามอัปเดทเกี่ยวกับการฝึกอบรมที่แนะนำและจำเป็นได้อย่างดายยิ่งขึ้น โดยการอัปเดทครั้งใหม่ช่วยอำนวยความสะดวกในการกำหนดการเรียนรู้จากโซลูชันพันธมิตร เช่น SAP SuccessFactors, Cornerstone OnDemand และ Saba Cloud และความร่วมมือกับผู้พัฒนาเนื้อหาด้านการเรียนรู้อย่าง EdCast และ OpenSesame ได้เปิดโอกาสให้พนักงานด้านหน้าได้พัฒนาทักษะเพิ่มเติม และฝึกอบรมด้วยเนื้อหาการเรียนรู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการทำงานผ่านเนื้อหาที่ครอบคลุมทุกประเด็นสำคัญสำหรับการดำเนินงานด้านไอที มีการบริหารจัดการอุปกรณ์ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกในการค้นหาและปกป้องไม่ให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูล ในกรณีที่มีอุปกรณ์ของพนักงานสูญหาย“เราทุกคนต่างเข้าใจดีว่าสถานการณ์โรคระบาดได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของพนักงานทุกคน โดยส่งผลกระทบในระดับที่รวดเร็วกว่าที่เราเคยเห็นในอดีต” เอ็มม่า วิลเลียมส์ รองประธานกรรมการ ไมโครซอฟท์ กล่าว “การสนับสนุนพนักงานด่านหน้ายังคงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในการปฏิรูปธุรกิจด้วยดิจิทัล ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรของเรา เราได้เตรียมความพร้อมให้กับพนักงานด่านหน้าด้วยเครื่องมือและบริการที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกับทีมงานและผู้บริหารได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น และยังมุ่งให้บริการลูกค้าหรือทำงานของตัวเองต่อไปได้อย่างดีในเวลาเดียวกัน เราเชื่อว่าเมื่อนำเทคโนโลยีไปใช้งานอย่างเหมาะสม จะสามารถปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้ทันสมัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรและการสื่อสารให้ดียิ่งขึ้นด้วย”นอกจากนี้ Microsoft Cloud for Retail จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป โดย Microsoft Cloud for Retail ช่วยเร่งการเติบโตของธุรกิจด้วยการมอบโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีกที่เชื่อถือได้ ผสานกับการทำงานของระบบค้าปลีกที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เริ่มต้นจากการหลอมรวมข้อมูลจากหลากหลายแหล่งในแต่ละขั้นตอนของเส้นทางการตัดสินใจซื้อสินค้าของลูกค้า ซึ่งช่วยให้ธุรกิจค้าปลีกสามารถเพิ่มคุณค่าของข้อมูลได้ในระดับสูงสุด ส่งผลให้เกิดมุมมองต่อผู้บริโภคแบบองค์รวมเป็นหนึ่งเดียว เมื่อเชื่อมต่อกันแล้ว ข้อมูลและ AI จะช่วยให้ธุรกิจค้าปลีกมีความเข้าใจและประเมินประสบการณ์การซื้อสินค้าของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น การมอบประสบการณ์ที่มีความเกี่ยวข้องและคล่องตัวมากขึ้นตลอดทั้งโซ่คุณค่า (value chain) ของธุรกิจค้าปลีก จะทำให้ธุรกิจค้าปลีกสามารถสร้างห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่ยั่งยืนได้อย่างตรงตามสถานการณ์จริง นอกจากนี้ โซลูชันดังกล่าวยังรวมถึงฟีเจอร์ใหม่ๆ ใน Teams และ Viva ที่ได้กล่าวถึงไปข้างต้นนี้ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการทำงานของพนักงานหน้าร้านเราดีใจที่คุณยังนึกถึงเรา 👧🧔 และพร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ผ่านทุกช่องทางที่คุณสะดวก🖥 Web Chat: [[URL]] 📞 Tel: 02-055-1095💙 Facebook Messenger: @netway.official 💚 Line ID: @netway หรือ https://bit.ly/line-netway📧 Email: support@netway.co.th
VMware Azure E-Book Azure VMware Solutionเพื่อเรียนรู้วิธีย้ายระบบ ของคุณไปยัง อย่างราบรื่น เรียนรู้วิธีการเรียกใช้สแตกเทคโนโลยี ของคุณบนระบบคลาวด์ ราวกับว่าอยู่ในสถานที่ดูวิธีการใช้ประโยชน์จากความสามารถในการปรับขนาดและความปลอดภัยของ เพื่อปรับปรุงศูนย์ข้อมูลและแอปของคุณให้ทันสมัยที่เหมาะกับความต้องการของคุณสำรวจความร่วมมือระหว่าง และ ที่นำไปสู่การสร้าง VMware Azure
Windows 11 มาแล้วต้องทำอย่างไรบ้าง คงจะเห็นผ่านตากันแล้วว่า Windows 11 นั้นเปิดให้ upgrade อย่างเป็นทางการแล้ว ถ้าเราอยากจะใช้ Windows 11 ควรเริ่มยังไง? มาดูกัน.อันดับแรกเช็คก่อนว่าเครื่องของเรานั้นรองรับหรือเปล่า ไปโหลดโปรเกมตรวจสอบได้ที่นี่ PC Health Check App http://msft.it/6184XWPyI.ถ้าเครื่องที่เราใช้อยู่นั้นรองรับ Windows 11 ให้ไปต่อที่นี่.วิธีที่ 1 กด start --> settings --> Windows update แล้วกด check for updates.วิธีที่ 2 หรือจะไป download ไฟล์ ISO มาติดตั้งจากลิ้งค์นี้http://msft.it/6185XWPyL.ถ้าหากใช้ PC Health Check App แล้วแจ้งว่าเครื่องที่เราใช้อยู่นั้นไม่รองรับ Windows 11ไม่ต้องตกใจ หากเพิ่งซื้อเครื่องมาได้ไม่นาน ให้เข้าไปที่ bios แล้วเปิดการใช้งาน Trust Platform Module หรือไป enable TPM จาก bios (ถ้าเครื่องเรามี TPM).แต่ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ ว่าต้องทำอย่างไร ลองเช็คสเปกเครื่องของคุณดูว่ามี TPM หรือไม่ หรือโทรสอบถามศูนย์บริการของเครื่องยี่ห้อนั้นๆ ได้เช่นกัน.ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับ Windows 11 http://msft.it/6186XWPy0#Windows11 #Official #Release #Microsoft #แท้
ไมโครซอฟท์เปิดตัว Windows 11 สร้างประสบการณ์ใหม่ ให้คุณใกล้ชิดกับสิ่งที่รักยิ่งขึ้น ไมโครซอฟท์ ประกาศเปิดตัว Windows 11 สร้างประสบการณ์ใช้งานใหม่เพื่อให้ผู้ใช้ได้ใกล้ชิดกับสิ่งที่รักและคนที่รักมากยิ่งขึ้นWindows 11 พร้อมสำหรับทั้งการทำงาน เรียน และเล่น ส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้กับผู้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและเอื้อให้ทำงานแบบ multitasking ได้อย่างลื่นไหล รวมถึง Microsoft Store โฉมใหม่ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าแอป เล่นเกม และชมภาพยนตร์ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น“รูปแบบการใช้คอมพิวเตอร์พีซีของเราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตลอดช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา จากการใช้เพื่อทำงานเน้นฟังก์ชันก็เปลี่ยนเป็นการใช้เพื่อตอบโจทย์เรื่องส่วนตัวและความรู้สึกมากยิ่งขึ้น และนี่คือแรงบันดาลใจของเราในการสร้างสรรค์ Windows เจเนอเรชันใหม่เพื่อให้เป็นแพลตฟอร์มที่ผู้คนกว่าพันล้านคนทั่วโลกไว้วางใจ โดยเราตั้งใจให้ Windows 11 เป็นเหมือนสถานที่ที่ทุกคนคุ้นเคยและพร้อมที่จะเข้าร่วมสร้างสรรค์ เรียนรู้ เล่นสนุก และที่สำคัญคือติดต่อกันได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น” พานอส พาเนย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ กล่าวWindows 11 จะพร้อมให้ติดตั้งในช่วงปลายปีนี้ ทั้งสำหรับพีซีเครื่องใหม่ และในรูปแบบของการอัปเกรดฟรีสำหรับพีซีที่ใช้ Windows 10 เร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น พร้อมดีไซน์เรียบง่ายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน Windows 11 มาพร้อมอินเตอร์เฟซที่ดูสบายตาและฟีเจอร์ใช้งานง่าย เพื่อตอบสนองผู้ใช้ให้สามารถทำงานได้อย่างราบรื่นพร้อมจุดประกายความสร้างสรรค์ โดยผู้ใช้งานสามารถค้นหาสิ่งที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย เพียงคลิกที่ปุ่ม Start ซึ่งอยู่กลางจอ หลังจากนั้นระบบก็จะประมวลข้อมูลจากคลาวด์และ Microsoft 365 เพื่อแสดงผลให้ผู้ใช้งานได้ทราบว่าไฟล์ล่าสุดที่เปิดดูผ่านแพลตฟอร์มหรือดีไวซ์ต่างๆ มีอะไรบ้าง ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานต่อได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะใช้งานผ่านอุปกรณ์แอนดรอยด์หรือ iOS ก็ตาม ยกระดับให้การทำงานแบบ Multi-tasking หรือการทำงานหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน โดย Windows 11 จะมาพร้อมฟีเจอร์เด็ดๆ อย่าง Snap Layouts, Snap Groups และ Desktops ที่จะมาเป็นผู้ช่วยในการจัดการหน้าต่างแอปต่างๆ ให้คุณได้ใช้พื้นที่บนหน้าจออย่างคุ้มค่าที่สุด โดยผู้ใช้งานสามารถเปิดหลายหน้าจอเพื่อมาใช้กับแอปมากมายหลากหลายได้พร้อมกัน เพียงลากแอปไปวางไว้แต่ละด้านของหน้าจอ และยังสามารถแยกพื้นที่สำหรับทุกจังหวะของชีวิต ทั้งช่วงทำงาน เล่นเกม หรือใช้เรียน ด้วยเดสก์ท็อปที่ตั้งค่าแยกได้สำหรับทุกสถานการณ์และพร้อมให้ใช้งานสลับกันได้อย่างง่ายดาย ผู้ใช้งานยังสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สนใจได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นผ่าน Widgets ซึ่งรวบรวมข่าวสารที่คัดสรรมาเพื่อคุณโดยเฉพาะผ่านระบบ AI และเบราว์เซอร์ประสิทธิภาพสูงจาก Microsoft Edge โดยฟังก์ชัน Widgets นี้ นับเป็นพื้นที่ใหม่ภายใน Windows ที่นักสร้างสรรค์และนำเสนอคอนเทนต์สามารถเข้ามาเติมเต็มได้ด้วยคอนเทนต์ที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้แต่ละคน Windows 11 ได้รับการออกแบบมาให้เป็นแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย สามารถใช้งานแบบไฮบริดได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะทำงานหรือเรียน โดยใช้เทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยไซเบอร์แบบล่าสุดโดยออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยแบบ Zero Trust ในการปกป้องข้อมูลและคุ้มครองสิทธิการเข้าถึงการใช้งานบนทุกดีไวซ์ ประสบการณ์ที่เหนือกว่าสำหรับการเล่นเกม ความบันเทิง และการติดต่อสื่อสาร Windows 11 มาพร้อมกับการเปลี่ยนโฉม Microsoft store ที่เสริมทั้งความเร็ว ความหลากหลาย และความสะดวกสบายให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้น ยังมีแอปมากมายและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นซึ่งผ่านการทดสอบแล้วว่าปลอดภัยไว้ใจได้อุ่นใจสำหรับคนในครอบครัว ช่วยเสริมประสบการณ์แปลกใหม่ให้ผู้ใช้ได้เพลิดเพลิน สร้างแรงบันดาลใจ และเชื่อมต่อถึงกันได้อย่างลงตัว โดยยังเป็นครั้งแรกของ Microsoft Store ที่จะมีแอปสำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์รวมอยู่ด้วย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดแอปได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้นผ่าน Amazon App store โดยเรื่องดีๆ เช่นนี้เกิดขึ้นได้แน่นอนว่าเกิดจากความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์กับ Amazonและรับรองได้ว่าทุกแอปที่ใช้งานบน Windows 10 จะสามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์บน Windows 11 ผ่าน App Assure บริการที่ช่วยให้ลูกค้าองค์กรที่มีผู้ใช้งานแอปตั้งแต่ 150 คนขึ้นไป ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับแอปต่างๆ ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายWindows 11 ยังสามารถปลดล็อกฮาร์ดแวร์ให้ทำงานได้เต็มศักยภาพ ด้วยการใช้เทคโนโลยีล่าสุดในวงการเกม ให้ผู้ใช้ได้สัมผัสประสบการณ์เล่นเกมที่เหนือชั้นและสมจริงยิ่งขึ้นผ่าน:DirectX 12 Ultimate มอบกราฟิกที่สมจริงอย่างน่าทึ่ง พร้อมเฟรทเรทที่ไหลลื่นDirectStorage ช่วยลดเวลาการโหลดเกม และปูทางไปสู่โลกในเกมที่มีรายละเอียดมากกว่าที่เคยAuto HDR เสริมสีสันและความมีชีวิตชีวาให้กับภาพจนสะกดทุกสายตาเล่นเกมพีซีคุณภาพสูงกว่า 100 เกม รวมถึงเกมใหม่ล่าสุดซึ่งจะเพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ใช้ Xbox Game Pass for PC หรือ Xbox Game Pass UltimateWindows 11 มอบประสบการณ์ใหม่ให้ผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่อกับทุกคนที่สำคัญในชีวิตคุณได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยการติดตั้ง Microsoft Teams ไว้ที่ทาสก์บาร์ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดต่อกับทุกคนได้เลยผ่านข้อความแช็ต ภาพ เสียง หรือวิดีโอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก และใช้ได้ทั้งกับ Windows Android และ iOS หรือถ้าใครที่ไม่มีแอป Teams ก็สามารถติดต่อกันได้ผ่านข้อความสั้น (two-way SMS) ซึ่งการนำฟีเจอร์ของ Teams มาผสมผสานกันเช่นนี้ยังทำให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมการพรีเซนต์งานหรือปิดเสียงตัวเองในการประชุมได้ทันทีจากทาสก์บาร์ สร้างโอกาสที่เปิดกว้างมากขึ้น ให้กับนักพัฒนาและนักสร้างสรรค์ ไมโครซอฟท์ก้าวสู่ความล้ำหน้าที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นกว่าเดิม ปลดล็อกศักยภาพให้นักพัฒนาและนักสร้างสรรค์หรือ creator ด้วยระบบนิเวศที่เปิดกว้างใน Windows 11 ซึ่งจะมอบประโยชน์ให้แก่นักพัฒนาในการสร้างสรรค์ พร้อมๆ ไปกับการมอบแอปพลิเคชัน เกมส์ ภาพยนตร์ ซีรีส์ และคอนเทนต์ออนไลน์มากมายให้กับผู้ใช้งาน อาทินักพัฒนาแอปและผู้ผลิตซอฟต์แวร์อิสระ สามารถนำแอปมาลงใน Microsoft Store ได้ ไม่ว่าจะเป็นแอปที่พัฒนามาจากเฟรมเวิร์คไหนก็ตาม เช่น Win32 หรือ Progressive Web Appแนวทางใหม่ของไมโครซอฟท์ในการการแบ่งปันรายได้ให้กับนักพัฒนา จะช่วยให้พวกเขาได้รับรายได้จากการขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางของตนเองได้เต็ม 100% โดยนักพัฒนาแอปยังสามารถเลือกใช้ระบบรองรับการซื้อขายของไมโครซอฟท์ได้เช่นเดิม โดยมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 85/15ขอบคุณมากค่ะที่ไว้วางใจใช้บริการเน็ตเวย์ คอมมูนิเคชั่น หากมีข้อเสนอแนะ หรือต้องการสอบถามใดๆ เจ้าหน้าที่ของเรายินดีให้บริการ 24 ชม. ผ่าน Line ID: @netway, FB: netway.official, Tel. 02 055 1095, support@netway.co.th We're Happy to Help You 👧🧔
Hybrid Work คืออะไร Hybrid Work เป็นรูปแบบการทำงานที่เราหลายองค์กรเป็นอยู่ทุกวันนี้ ที่ 50% ทำงานที่ออฟฟิศ 50% ทำงานจากข้างนอก เช่นจากที่บ้าน หรือจากไซต์งาน พนักงานไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน หรือสามารถทำจากที่ไหนก็ได้ พนักงานอาจจะทำงานจากที่บ้าน (Work from Home—WFH) สลับกับเข้ามาที่ออฟฟิศ หรือบางที่ก็อาจจะออกนโยบายให้มีการสลับทีมเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ Hybrid Work ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ Covid-19 แต่ Covid-19 เป็นตัวกระตุ้นให้คอนเซ็ปต์การทำงานแบบนี้เกิดขึ้น บางคนเรียกว่า Digital Disruption บางคนมองว่าเป็น Digital Transformation และเมื่อโรคระบาดนี้หายไป เราก็เชื่อว่า Hybrid Work จะยังคงอยู่เพราะเป็นรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของสังคมการทำงานยุคใหม่ ที่มีทั้ง Baby Boomer เกษียณที่ไม่อยากเกษียณ อาจจะกลับเข้ามาร่วมทำงานในรูปแบบที่ปรึกษา, Gen X ผู้นำองค์กรไฟแรงที่ไม่อยากเอ้าท์ สามารถปล่อยพลัง แชร์ไอเดียได้ทุกเมื่อ, Gen Y (Millennial) ที่ส่วนใหญ่ร้องขอการทำงานจากบ้าน ความยืดหยุ่นในการทำงาน และฟรีแลนซ์คุณภาพส่วนใหญ่ก็อยู่ในวัยนี้, รวมถึง Gen Z ที่กำลังเพิ่มจำนวนเข้ามาในตลาดงานมากขึ้นเรื่อยๆ จริงอยู่ว่า Hybrid Work คือสิ่งที่หลายองค์กรบนโลกกำลังมุ่งมั่นทำให้เกิดขึ้นจริง แต่มนุษย์ยังจำเป็นต้องเจอกันเพื่อมีบทสนทนาจริงๆ ที่กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และเป็นทีมเวิร์คเดียวกัน เรื่องที่กังวลหลักๆ ช่วง Hybrid Work คงหนีไม่พ้นความปลอดภัย ปัญหาหลักที่องค์กร หรือฝ่ายไอทีกังวลมากที่สุดคงหนีไม่พ้นความปลอดภัย (Security) ในช่วงที่พนักงานทำงานจากหลากหลายที่ เข้าถึงข้อมูลจากหลายทาง และมีการใช้งานเชื่อมโยงข้ามอุปกรณ์ ทั้งเครื่องส่วนตัว เครื่องขององค์กร หรืออาจจะออกไปใช้งาน device ที่เป็นของสาธารณะตามอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ บรรยากาศแบบนี้ทำให้ทีม IT นอนไม่หลับ แอบกังวลว่าจะมีช่องโหว่ อาจจะถูกโจมตีได้ทุกเมื่อเป้าหมายของการโจมตีบนโลกไซเบอร์ ไม่ได้มีแค่องค์กรใหญ่ ธนาคาร หน่วยงานรัฐบาล โรงพยาบาล หรือหน่วยงานที่เป็นที่รู้จักอีกต่อไป แต่การโจมตีอย่าง ransomeware, การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล, หรืออีเมล phishing โดยอาชญากรบนโลกไซเบอร์หรือแฮคเกอร์ยังขยายวงมายังธุรกิจ SME ที่ไม่มีนโยบายด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ชัดเจน ไม่มีคนรับผิดชอบโดยตรง จึงทำให้เกิดช่องโหว่ ล่อตาล่อใจให้แฮคเกอร์โจมตีรายย่อยๆ หลายๆ รายที่อาจไม่รู้ตัว หรือไม่อยากเสียเวลาไปทำเรื่องร้องเรียน ปล่อยให้เรื่องมันผ่านไป น่าจะเป็นอะไรที่ง่ายมากกว่าการมุ่งเจาะระบบใหญ่ๆ ขององค์กรใหญ่ที่มีความรัดกุม และอาจจะถูกจับได้ง่าย 10 ขั้นตอนเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับธุรกิจ SME ในช่วงวิกฤต ไม่ว่าจะโควิด-19 น้ำท่วม หรือเหตุชุมนุมก็ไม่สามารถทำให้ธุรกิจของคุณเสี่ยงภัยกับ ransomeware, virus, cyber attack เพียงเช็คให้ดีว่าคุณทำตามขั้นตอนเหล่านี้หรือยัง