Hybrid Work ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ Covid-19 แต่ Covid-19 เป็นตัวกระตุ้นให้คอนเซ็ปต์การทำงานแบบนี้เกิดขึ้น บางคนเรียกว่า Digital Disruption บางคนมองว่าเป็น Digital Transformation และเมื่อโรคระบาดนี้หายไป เราก็เชื่อว่า Hybrid Work จะยังคงอยู่เพราะเป็นรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น และตอบสนองไลฟ์สไตล์ของสังคมการทำงานยุคใหม่ ที่มีทั้ง Baby Boomer เกษียณที่ไม่อยากเกษียณ อาจจะกลับเข้ามาร่วมทำงานในรูปแบบที่ปรึกษา, Gen X ผู้นำองค์กรไฟแรงที่ไม่อยากเอ้าท์ สามารถปล่อยพลัง แชร์ไอเดียได้ทุกเมื่อ, Gen Y (Millennial) ที่ส่วนใหญ่ร้องขอการทำงานจากบ้าน ความยืดหยุ่นในการทำงาน และฟรีแลนซ์คุณภาพส่วนใหญ่ก็อยู่ในวัยนี้, รวมถึง Gen Z ที่กำลังเพิ่มจำนวนเข้ามาในตลาดงานมากขึ้นเรื่อยๆ วันนเราได้รับเกียรติจากทางคุณ วรรณทิพา วงษ์สมุทร. ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ Modern Work Business & Security และคุณ นพชัย ตั้งไตรธรรม Regional Technology Specialist บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย จำกัด นำเสนอแนวทางที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Microsoft 365 มาเสริมสร้างให้องค์กรปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Identity Protection, Digital Identity, พร้อมกับมี Demo และ Hands-On ที่เปิดโอกาสให้คุณถามตอบในตอนท้ายด้วย Webinar ของไมโครซอฟท์ของเดิมมีความยาวเกือบ 2 ชั่วโมง เราจึงขออนุญาตแบ่งเป็น 2 Part เพื่อความสะดวกในการรับชม สร้างความปลอดภัยทางดิจิทัล กับ 12 ขั้นตอนเพื่อรองรับการทำงานแบบ Hybrid Work - Part 1/2VDO > สร้างความปลอดภัยทางดิจิทัล กับ 12 ขั้นตอนเพื่อรองรับการทำงานแบบ Hybrid Work - Part 2/2VDO >
Microsoft Power Platform คืออะไร? Microsoft Power Platform คือเป็นเครื่องมือง่ายๆ ใช้สร้างแอปที่ทุกคน (ขอย้ำนะครับว่าผู้ใช้ทั่วไปเลย) สามารถทำได้ โดยไม่ต้องอ้อนวอนฝ่ายไอที เพียงแค่ Drag and Drop ให้เกิด workflow หรือกระบวนการทางธุรกิจ เช่นอนุมัติ แจ้งข่าว หรือใช้ AI โต้ตอบกับลูกค้า (ส่วนนี้อาจจะพึ่งพาทีมพัฒนาเข้ามาช่วยเรื่องเขียนโค้ด แต่ก็น้อยจะเรียกว่าเป็น low code platform) และเมื่อระบบที่คุณสร้างดำเนินการไปได้ มีคนใช้งาน ก็จะเกิดข้อมูลให้เราได้ใช้วิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการทำงานต่อไปในฐานะของคนที่ไม่ได้เรียนไอทีมา ขอผมขอยืนยันว่า มันง่ายมาก เพียงคุณแค่เข้าใจความต้องการของคุณ และเปิดโอกาสให้ตัวเองเรียนรู้คอนเซ็ปต์เบื้องต้น Microsoft Power Platform ก็จะพบว่ามันไม่ได้ยากแบบที่เราคิด จะดีไหม ถ้าทุกคนในองค์กร สามารถสร้างโซลูชันได้ แล้วธุรกิจก็จะเดินหน้าไปด้วยกันอย่างรวดเร็ว Microsoft Power Platform มัดรวม Office 365, Dynamics 365, Azure และแอปเริ่ดๆ แล้วรวมพลังเป็นโซลูชั่นเพื่อพัฒนาธุรกิจให้คุณ. Easyใครๆ ก็ทำได้เข้าใจได้ง่าย Agile เชื่อมต่อให้ธุรกิจเดินหน้าเร็วขึ้น Secured ปลอดภัย วิเคราะห์ ตรวจสอบได้ ไมโครซอฟท์ยืนยันว่า Microsoft Power Platform ช่วยลดค่าใช้จ่ายของการพัฒนาแอป 70%** The Total Economic Impact™ Of Power Apps, A Forrester Total Economic Impact™ Study Commissione ใช้ Microsoft Power Platform แล้วได้อะไร สำหรับผู้ใช้ สามารถออกแบบและใช้งานแอพที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องเสียเวลารอคนไอทีสร้างตั้งแต่เริ่มต้น สำหรับไอทีหรือนักพัฒนา สามารถโฟกัสงานเชิงไอที หรือเขียนโค้ดได้เต็มที่ เพราะผู้ใช้งานช่วยเหลือเบื้องต้นได้แล้ว สำหรับองค์กร งานเดินหน้าไว แต่ละฝ่ายทั้ง Operation, Business Development, HR, ฯลฯ สามารถสร้างแอปของตัวเองได้เลย ทำให้การรายงาน และวิเคราะห์ที่แม่นยำ และเรียลไทม์ยิ่งขึ้น บอกลาการดึงรายงานจากหลายที่ และการทำงานแบบไซโล Microsoft Power Platform ประกอบด้วย… 1. Power App Power Apps คือเครื่องมือสร้างแอปพลิเคชัน ด้วยวิธี Drag and Drop ช่วยให้ทั้งผู้ใช้ทั่วไปสามารถสร้างแอปขึ้นมาได้เอง ตามแนวคิด Low Code, No Code App development ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์ เพราะไมโครซอฟท์ได้จัดเทมเพลตหลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเชิงธุรกิจ เช่นโปรแกรมขอลางาน มาสาย ทำงานนอกสถานที่ (Leave Request หรือ HR Request), ระบบขออนุมัติออนไลน์ (E-Approval), เป็นต้น ทำให้ธุรกิจเดินหน้าเร็วไปอีกขั้น โดนไม่จำเป็นต้องเสียเวลารอทีมพัฒนามาสร้างให้คลิ้กดู Power App Demo VDO ของไมโครซอฟท์ ได้ที่นี่ 2. Power Automate Power Automate มีเครื่องมือสร้างระบบอัตโนมัติที่ลงมือทำงานแทนเราได้ ทั้งยังเชื่อมต่อข้อมูลและเอกสารจากแอปฯ และบริการต่างๆ ให้ทำงานเชื่อมโยงกันโดยอัตโนมัติ ถือเป็นซอฟต์แวร์ประเภท RPA (Robotic Process Automation) สามารถควบคุมสั่งการ Application ต่าง ๆ หรือ บริการ (Service) ต่าง ๆ ได้มากมาย โดย มี Template ให้เลือกมากมาย โดยที่ผู้สร้าง Workflow ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรมมาก่อน ก็สามารถจะพัฒนา Workflow เพื่อการทำงานได้ จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่เข้าใจธุรกิจ และต้องการพัฒนาระบบงานให้ตอบโจทย์ ลดข้อผิดพลาดในการทำงานลงอันเนื่องจากงาน Manual หรือ Human Error เพิ่ม Productivity ให้กับธุรกิจของเราได้ 3. Power BIPower BI คือโปรแกรมที่ใช้ช่วย วิเคราะห์ สรุปผลข้อมูล จากหลายๆ แหล่งข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น Excel File, Microsoft Access Database, SQL Server, Oracle เป็นต้น ได้อย่างรวดเร็ว สามารถแสดงผลได้ทั้งรูปแบบ ตาราง สรุปผลให้เป็นภาพที่เข้าใจง่ายขึ้น ด้วย Visualization กราฟในรูปแบบต่างๆ และแผนที่ โดยสามารถแสดงผลผ่านหลายหลายอุปกรณ์ทั้งเว็บไซต์ มือถือและเทปเล็ต ทำให้เรา ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว พร้อมในการกำหนดกลยุทธ์ และตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและแม่นยำในทางธุรกิจ Power BI จัดอยู่ในกลุ่มผู้นำของ Gartner Magic Quadrant for Analytics มายาวนานถึง 14 ปีแล้ว กว่า 97% ของบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก 500 บริษัท (Fortune 500) ใช้งาน Power BIคลิ้กดู Demo VDO ของไมโครซอฟท์ ได้ที่นี่ 4. Power Vistual Agents Power Virtual Agents ใช้สำหรับการสร้าง Chatbot ด้วยแนว Graphic Interface ไม่จำเป็นต้นเป็น Developer มาก่อน โดย ผู้ใช้งานสามารถสร้างให้ chatbot ทำงานร่วมกับ Connector มากมาย (รายการ connector ทั้งหมด: https://docs.microsoft.com/en-us/connectors/connector-reference/ ) พร้อมสั่งการ Workflow ของ Power Automate ได้อีกด้วยคลิ้กดู Demo VDO ของไมโครซอฟท์ ได้ที่นี่ Microsoft Power Platform ใช้ประยุกต์ทำอะไรได้บ้าง Microsoft Power Platform มี connector หรือเชื่อมต่อกับแอปต่างๆ ได้กว่า 400 รายการ มีเทมเพลตให้เลือกใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ และเวิร์คสุดสำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่เป็น Remote Work หรือ Hybrid Work ตัวอย่างการประยุต์ใช้งาน มีประมาณนี้ HR Request, HR Approval, และ Employee Onboarding ลดเวลา ลดขั้นตอนจุกจิก ลดข้อผิดพลาด (Human Error) และยังลดโลกร้อนให้งานต่างๆ ด้าน HR ช่วยให้งาน HR Request—ระบบลงเวลาทำงาน แจ้งขาด ลา มาสาย งาน HR Approval—อนุมัติต่างๆ หรืองาน Employee Onboarding—เช็คลิสต์ที่พนักงานใหม่ต้องเรียนรู้ ต้องลงโปรแกรม หรือต้องมีหลายทีมเข้ามาเกี่ยวข้อง เดินหน้าได้ไวขึ้น ผู้ใช้สามารถสร้างแอปทางธุรกิจที่กำหนดเอง โดยมีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่ต้องเขียนโค้ด หรือพึ่งพาไอทีไปทุกเรื่อง Form & Workflow อื่นๆ เช่นงานอนุมัติทั่วไป งานตรวจสอบเอกสารบัญชี Automate Workflow ช่วยลดความล่าช้าในการขออนุมัติ เพราะทันทีที่มีการกรอกฟอร์มสำเร็จ หรือทันทีที่อนุมัติ ก็จะมีการแจ้งเตือนไปยังจุดต่อไปทันที ไม่จำเป็นต้องรอนาน หรือกังวลเรื่อง Human Error อีกต่อไป Room & Resource Reservation ช่วยจัดระบบจองทรัพยากรขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการจองห้องประชุม หรือจองรถตู้เพื่อใช้งาน ที่ผู้ใช้งานสามารถตรวจว่ามีห้องไหนว่าง และจองได้เอง โดยและแอดมินก็สามารถอัพเดทข้อมูลว่าแต่ละห้องสามารถจุคนได้เท่าไร ว่างเมื่อไร เป็นต้น Web Portal และ Internal Communication สามารถสร้างระบบอินทราเนทได้ด้วยตัวคุณเอง เพื่อทำเป็น web portal ภายในองค์กร ในการประกาศ แชร์ข้อมูล ข่าวสาร สร้างกระทู้ ทำ poll สำรวจต่างๆ หรือแจ้งปฏิทินวันสำคัญประจำปีให้พนักงานทราบตรงกันในที่เดียว อื่นๆ เช่น Social Listening for Marketing: ระบบแจ้งเตือนว่ามีใครคอมเม้นท์หรือเมนชั่นถึงองค์กรคุณในโลกออนไลน์ โดยสามารถเชื่อมกับ Typeform, Buffer, Mailchimp, Twitter, ฯลฯ Task Tracking for Team Work: ระบบติดตามสถานะงานที่เหมาะสำหรับทั้งงาน Frontline งาน Remote Work และ Hybrid Work หรือจะปรับใช้สำหรับการติดตามผลแบบทดสอบได้อีกด้วย New Lead Entry Notification for Sales: ระบบแจ้งเตือนว่ามีลูกค้ากรอกฟอร์มขอใบเสนอราคาเข้ามาให้ทุกคนในทีมรู้พร้อมกันทาง Microsoft Teams และ Outlook บริการ Microsoft Power Platform กับ Netway Communication แล้วดีอย่างไร? • ด้วย CSP Partnership ที่ได้รับความไว้วางใจจากไมโครซอฟท์มานับสิบปี จึงมั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับบริการที่พิเศษสุด พร้อมประกันความพึงพอใจตลอดอายุการใช้งาน • เน็ตเวย์ฯ ให้บริการ 24 ชม. ผ่านช่องทางหลากหลาย เพื่อให้คุณมั่นใจว่าคุณจะได้รับคำตอบและคำแนะนำตรงความต้องการ ทุกครั้งที่คุณต้องการ • เน็ตเวย์ฯ ยินดีแนะนำวางโครงสร้าง Power Platform พร้อมการอบรมเสริม โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สแกน QR Code ลงทะเบียนรับสิทธิ์ Microsoft Power Platform สนใจ Microsoft Power Platform ทดลองใช้งาน Microsoft Power Platform ฟรี!! 1 เดือน อบรม Microsoft Power Platform ฟรี!! 1 คลาส รับคำปรึกษา ฟรี!! ตลอดรายการ
ล่าสุด เมื่อปลายเดือน เม.ย. 2021 ไมโครซอฟท์ได้ประกาศว่าจะ ยกเลิกใช้ฟอนต์ Calibri เป็น Default Font ในเร็วๆ นี้ โดยฟอนต์ Calibri ได้ทำหน้าที่เป็น Default Font ใน Microsoft Office (Microsoft 365) มาตั้งแต่ปี 2007 ซึ่งก่อนหน้านี้ Default Font ที่ไมโครซอฟท์เลือกใช้คือ Times New Roman ณ ตอนนี้ยังไม่มีการประกาศใดๆ จากไมโครซอฟท์ว่า Default Font ที่จะมาแทนที่ Calibri คือฟอนต์ใด แต่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดฟอนต์ใหม่ทั้ง 5 รายการ ได้แก่ Tenorite, Bierstadt, Skeena, Seaford, Grandview และจะทำการโหวตความนิยมจากผู้ใช้ เพื่อคัดเลือกเพียงฟอนต์เดียวเท่านั้นมาเป็น Default Font เรามาดูหน้าค่าตาของแต่ละฟอนต์ได้ตามนี้เลยค่ะ ทั้ง Tenorite, Bierstadt, Skeena, Seaford และ Grandview ต่างก็เป็นฟอนต์แบบไม่มีเชิง หรือ sans-serif คือเมื่อดูแล้วจะไม่มีหาง ขีด หรือตวัดที่ส่วนปลายสุดของตัวอักษร โดยยึดหลักการออกแบบที่ดูคลีน เรียบ ง่าย สะอาด และให้ความรู้สึกที่ทันสมัย และนี่คือรายละเอียดของแต่ละฟอนต์ค่ะ Tenorite ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นมิตร ด้วยรูปทรงที่คมชัด ตัวอักษรที่กว้าง และเครื่องหมายวรรคตอนที่มีขนาดใหญ่ ทำให้ข้อความที่ถูกพิมพ์ด้วยฟอนต์ชนิดนี้ยังคงอ่านได้ง่ายแม้อยู่บนหน้าจอของอุปกรณ์ขนาดเล็กเช่นโทรศัพท์มือถือ Bierstadt ได้รับแรงบันดาลใจมาจากฟอนต์ Helvetica ที่ถูกคิดค้นในปี 2500 นอกจากจะอ่านได้ง่ายแล้วยังให้ความรู้สึกมั่นคงและเด็ดขาด จากขอบของตัวอักษรที่ถูกตัดอย่างเฉียบคม อีกทั้งยังสื่อถึงความเป็นระเบียบด้วย Skeena เหมาะสำหรับการนำไปใช้งานบนเอกสารที่มีความยาว ตัวฟอนต์จะมีการไล่น้ำหนักของเส้นไม่เท่ากัน ประกอบกับการตัดส่วนปลายของตัวอักษรในลักษณะเฉพาะยิ่งทำให้ดูโดดเด่นขึ้นไปอีก Seaford This is a text box. Write your own content here. This is an excellent place for you to add a paragraph. Grandview ถูกปรับแต่งมาจากฟอนต์ที่อยู่บนป้ายถนนและทางรถไฟในประเทศเยอรมนี ออกแบบมาให้อ่านได้ชัดเจนในระยะไกลและอยู่ภายใต้สภาวะที่ไม่เอื้ออำนวย และหากคุณอยากลองดาวน์โหลดฟอนต์ใหม่เหล่านี้หรือฟอนต์ที่ไม่ได้ติดตั้งมากับระบบ Microsoft ก็สามารถทำตามขั้นตอนเหล่านี้ได้นะคะ วิธีเพิ่มฟอนต์ Customer Service Center ของ Netway Communication พร้อมให้คำแนะนำ และบริการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งระบบ Ticket ผ่านอีเมล support@netway.co.th หรือ โทร. 02 -055-1095 หรือ แอด Line ID: @netway Reference:1) Beyond Calibri: Finding Microsoft’s next default font2) Cloud fonts in Office3) วิธีเพิ่มฟอนต์
สวัสดีครับ วันนี้ผมจะมาแชร์มุมมองเรื่องการวางแผนงานก่อนที่วันหยุดยาวจะมาถึง ซึ่งเป็นเรื่องที่เราจะต้องเจออย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ทั้งช่วงหน้าหนาว และสงกรานต์ (ยังไม่รวมวันหยุดที่บางปีมีชดเชยเพิ่ม ทำให้มีผลกระทบได้เหมือนกัน) เรื่องวางแผนงานสำหรับช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ให้ธุรกิจเดินหน้า ลูกค้าไม่รู้สึกแย่ และทั้งเรากับลูกน้องก็ได้หยุดอย่างเหมาะสม เรื่องนี้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หรือคนเป็นหัวหน้าอย่างเราๆ ไม่ควรพลาด เพราะมันคือความรับผิดชอบที่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้ก่อน เพื่อความสำเร็จในการสะสางงานที่คั่งค้างให้ลุล่วง งานที่จำเป็นต้องดำเนินในช่วงวันหยุดอย่างบริการหน้าร้าน งานแก้ปัญหาให้ลูกค้าหรืองานคอลเซ็นเตอร์เป็นไปอย่างราบรื่น พนักงานและคุณเองได้พัก และรวมถึงเมื่อกลับจากวันหยุดยาวแล้ว งานทุกส่วนก็พร้อมลุยทันที ทำความเข้าใจสัก 1-2 นาที ด้วย Infographic นี้ก่อนเข้าเนื้อหาได้นะครับ #1 จัดลำดับงานทั้งหมด (พร้อมระบุวันส่งมอบและกำหนดคนรับผิดชอบให้ชัดเจน) ขอให้คุณยอมรับว่า “งานแต่ละชิ้นไม่ได้สำคัญเท่ากัน” และหากรอให้เอางานทุกชิ้นมาเรียงแล้วจัดลำดับกันในช่วงก่อนวันหยุด คงไม่ทันการ เพราะไหนจะงานเร่งส่งมอบ งานที่ต้องมอบหมาย หรืองานที่คุณหรือใครต้องทำเอง ดังนั้นสิ่งที่คนเป็นหัวหน้าควรทำก็คือพยายามจัดลำดับงานตามความสำคัญ และความเร่งด่วนของงาน พร้อมมอบหมายให้คนหรือทีมที่เหมาะสมจัดการให้แล้วเสร็จก่อนวันหยุด ส่วนงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่สามารถรอให้พนักงานที่รับผิดชอบกลับมาทำหลังจากวันหยุดก็ตั้ง Due Date ให้ชัดเจน โดยไอเดียที่ผมใช้ก็คือ- บน Microsoft Planner หรือ Microsoft To Do ผมจะสร้าง Task Group ที่ชื่อว่า Songkran Mission แล้วแบ่ง List เป็น (1) Done NOW (2) Done by Songkran (3) By Team before Songkran (4) After Songkran - งานทุกอย่างที่เราตั้งใจทำ จะตั้ง Due Date ชัดเจน หากสำคัญก็จะติด Star และจะถูกจัดเรียงในแต่ละ List โดย Done NOW หมายถึงงานที่ผมตั้งใจทำเองให้เสร็จวันนี้ Done by Songkran หมายถึงงานที่ผมตั้งใจทำเองให้เสร็จก่อนสงกรานต์By Team before Songkran หมายถึงงานที่ผมมอบหมายให้คนอื่น หรือทีมอื่นทำให้เสร็จก่อนสงกรานต์ โดยจะแชร์ให้คนที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึง List นี้ได้ด้วยAfter Songkran หมายถึงงานที่ผมตั้งใจเริ่มหลังสงกรานต์ เพื่อว่าเมื่อกลับมาจากวันหยุดยาวจะได้ไม่ต้องมางงไปเป็นวันก่อนเริ่มงานจริง #2 สื่อสารให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าว่าในช่วงวันหยุดยาวเราจะให้บริการอย่างไร การแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าบริษัทฯ จะหยุดในช่วงวันไหนคือสิ่งจำเป็น ไม่ว่าบริษัทของคุณจะหยุดแบบ 100% หรือจะมีบางทีมที่จะช่วยลูกค้าแก้ไขปัญหาในช่วงวันหยุด โดยการให้ลูกค้ารับรู้ว่าหากเกิดปัญหาสามารถสื่อสารได้ในช่องทางไหนบ้าง ในช่วงเวลาใด จะช่วยให้ลูกค้าเรียงลำดับงานได้ล่วงหน้า และยังแสดงถึงความใส่ใจในบริการลูกค้าอีกด้วย โดยไอเดียที่ผมใช้ก็จะมีทั้ง- ส่งอีเมลแจ้งอย่างเป็นทางการผ่าน Outlook ในกรณีที่เป็น Key Account หรือหน่วยงานที่องค์กรให้ความสำคัญ- ตั้ง Automatic Replies บน OWA (Outlook Web App) ทั้งในช่วงก่อนและระหว่างวันหยุด ซึ่งผมจะแจ้งให้ลูกค้าทราบทั้งว่าองค์กรจะเปิดวันไหน และหากผมลายาวต่อจากนั้น ก็จะแจ้งด้วยว่าจะกลับมาทำงานวันไหน เพื่อไม่ให้คนอื่นมองบน โดยที่เราสามารถตั้งค่าให้ส่ง Automatic Replies ให้เฉพาะ Contact List ของเรา หรือเฉพาะคนในองค์กรของเราได้เช่นกัน - ปรับเวลาทำการบนช่องทาง Social ซึ่งบาง tool อย่าง Airbnb หรือ Google Business ก็จะมีแจ้งเตือนให้เราเราตั้งค่าล่วงหน้า #3 สื่อสารภายในกันให้ชัดเจน หากมีคนลาหยุดควบยาว ทุกคนที่เกี่ยวข้องรวมถึงหัวหน้าควรรับรู้ หยุดยาวแบบนี้ อาจมีพนักงานลาควบยาวขึ้น หัวหน้าทีมต้องตอบคำถามให้ได้ว่า เรามีกติกาอย่างไรเพื่อจัดการกำลังคนให้เพียงพอ ไม่ว่าจะก่อนวันหยุดที่ต้องเร่งส่งมอบงาน ระหว่างวันหยุดที่อาจจะต้องมีพนักงานสักคนดูระบบบางอย่างที่ออฟฟิศหรือทำงานแบบรีโมทก็ได้ หรือแม้แต่หลังวันหยุดยาวที่พนักงานอาจจะลายาว แต่มีงานสำคัญรออยู่ ทุกคนไม่ว่าลูกน้องหรือหัวหน้าจึงควรสื่อสารให้รู้กันว่าจะมีใครลาหยุดเพิ่มเติม หรือกลับมาจากวันหยุดเมื่อไร เพื่อไม่ให้งานสะดุด หรือหากเกิดกรณีฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ไหน ในที่นี้ผมขอแนะนำระบบ Microsoft Power Platform Workflow ที่เข้ามาช่วยเชื่อม Microsoft Forms ที่พนักงานส่งขออนุมัติวันลา ระบบจะส่งเตือนให้หัวหน้าอนุมติ และสามารถทำรายงานว่าวันไหนจะมีคนลาเพิ่มอย่างไร เพื่อให้หัวหน้าสามารถประเมิน workload ได้ล่วงหน้า หรือแบบวันต่อวันได้อีกด้วย #4 งานรับรองลูกค้าไม่มีวันหยุด ผมเชื่อว่าหลายๆ ที่คงไม่สามารถหยุดงานได้แบบ 100% เพราะงานโต้ตอบลูกค้า หรืองานแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าเป็นหัวใจหลักที่จะช่วยสร้างโอกาสหลายๆ อย่างในช่วงนี้ เรื่องที่ลูกค้าร้องขอควรได้รับคำตอบหรือการแก้ไขเร็วที่สุด แต่ในความเป็นจริง ยิ่งโดยเฉพาะวันหยุด อาจมีคนมาทำหน้าที่นี้ แต่ลูกค้าก็อาจจะต้องรอนานกว่าปกติ หรือเเราอาจจะไม่สามารถจ้าง freelance หรือ outsource ได้เลยเพราะใครๆ ก็อยากพัก ดังนั้นเพื่อไม่ให้ pain เกิดทั้งฝั่งลูกค้า และพนักงาน ผมเชื่อว่า ระบบ Customer Self Service Portal ที่ให้ลูกค้าค้นหาข้อมูลได้ด้วยตนเอง หรือ ยกระดับการบริการเป็น Automation คือทางออกที่จำเป็นและดีที่สุด ลองนึกดูนะครับว่าจะดีมากเลยไหมถ้า ลูกค้ากรอก Microsoft Form แจ้งคำร้อง หรือขอข้อมูลต่างๆ แล้วระบบ Microsoft Power Platform ก็จะช่วยเชื่อมและแจ้งเตือนไปยัง Microsoft Teams โดยเราสามารถระบุเงื่อนไขว่า Request แบบใด เช่นการขาย หรืองานแก้ไขเชิงเทคนิค จะไปแจ้งเตือนยัง Microsoft Teams Channel ใดโดยเฉพาะ พร้อมกับสร้างเป็น Task ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสามารถที่จะคลิกลิงก์บน notification ทาง Microsoft Teams แล้วทำงานต่อได้ทันที ถ้าคุณสนใจ สามารถศึกษาขั้นตอนตั้งค่า Automated Customer Request Platform โดยใช้ Microsoft Power Platform ได้ที่ วิธีสร้างแพลตฟอร์มการสนับสนุนลูกค้าแบบอัตโนมัติโดยใช้ Power Platform ระบบ Microsoft Power Platform สามารถตั้งค่าได้ง่าย ใช้เวลาไม่นาน มีระบบอัจฉริยะที่ช่วยวิเคราะห์ในการติดตามผลและตอบสนองรวดเร็ว เหมาะกับทุกการใช้งานด้าน workflow เชื่อมต่อเข้ากับแอพพลิเคชั่นที่หลากหลาย ตอบโจทย์ธุรกิจ SME อย่างแท้จริง #5 อย่ามองข้ามความปลอดภัยของข้อมูล ความปลอดภัยคือเรื่องสำคัญที่ธุรกิจไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยของพนักงาน สถานที่ หรือข้อมูลขององค์กร ในที่นี่ผมขอพูดถึงเรื่องการรักษาข้อมูลที่เรามักจะละเลยกันมากที่สุดนะครับ สำหรับไอเดียที่ผมคิดว่าสามารถนำไปใช้ได้ในทุกองค์กรก็คือเรื่อง- การตั้งค่า Two-factor authentication (2FA) หรือ Multi-factor authentication (หรือ กระบวนการรับรองความถูกต้อง เพื่อให้แน่ใจว่าคนที่เข้าระบบ เป็นคนที่ใช่จริงๆ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพราะมันสามารถป้องกันภัยคุกคามจาก Hacker ถึงแม้จะใช้วิธี Brute-force attack หรือ Phishing attack (Man in the middle) ก็ป้องกันได้ดีเลยทีเดียวเพราะมันจะทำให้ Hacker ทำได้ยากขึ้น- อาจมีหลายแอพที่หากเกิดกรณีฉุกเฉิน พนักงานก็จำเป็นต้องกลับไปทำงานบนเครื่องในออฟฟิศเท่านั้น เช่นงานของจัดซื้อ inventory, ธุรการ หรือ บัญชี วันหยุดยาวแบบนี้ผมขอเสนอเรื่องการทำ Windows Virtual Desktop ที่พนักงานไม่จำเป็นต้องพกพาคอมพิวเตอร์ของบริษัทไปทุกที่ เพียงเชื่อมต่อเข้ามา ก็สามารถทำงานได้ในระบบเสมือนจริงจากทุกที่ภายใต้ความปลอดภัยและความสะดวก ซึ่งคอนเซ็ปต์ Windows Virtual Desktop ไม่เพียงแต่จะเหมาะกับวันหยุดยาวเท่านั้น แต่ยังตอบโจทย์เรื่อง Remote Working, Work from Home, และ Disaster Recovery ได้อย่างดี 5 Checklist ที่ผมเสนอมาเพื่อให้มี Productivity ได้แม้เป็นในช่วงวันหยุดยาว เป็นไอเดียเบื้องต้นที่หัวหน้างาน หรือเจ้าของกิจการสามารถนำไปวางแผนใช้ได้สำหรับใครที่สนใจอยากบริการ Microsoft 365 เพื่อเสริมสร้าง Productivity หรือขอไอเดียว่า Microsoft Power Platform จะสามารถช่วยระบบงานของคุณได้อย่างไร สามารถติดต่อมาได้ที่มีงานของ Netway Communication ตามข้อมูลนี้ครับ เรามีเจ้าหน้าที่ดูแลคุณ 24 ชม.Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : [[URL]]/