ช่วงนี้ร้านค้าปลีกที่เน้นขายผ่านหน้าร้านต้องรีบปรับตัวกันยกใหญ่ หลังจากที่ธุรกิจค้าปลีกย้ายไปอยู่ในโลกออนไลน์กันมากขึ้นตามพฤติกรรมผู้บริการ แต่การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ก็ไม่ง่ายสักเท่าไหร่ เพราะต้องทำเว็บโดยคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง เพื่อตอบโจทย์ด้านประสบการณ์ในการช๊อปปิ้งจากหลากหลายช่องทาง หรือที่เราเรียกกันว่าออมนิชาแนล (Omni-Channel) แต่เอาจริงๆร้านค้าปลีกต้องเจอความท้าทายอะไรกันแน่เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าตามกลยุทธ์ออมนิชาแนล? มาดูกันเลยว่า ช่องทางไหนในปัจจุบันที่ร้านค้าปลีกใช้ในการสร้างยอดขายบ้าง อันดับหนึ่งยังเป็นหน้าร้านค้าออฟไลน์ 79% ตามมาด้วยขายผ่านเว็บไซต์ 73% และมือถือ 25% ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะมือถือเข้าถึงผู้คนมากขึ้น ร้านค้าปลีก 24% ทั่วโลกยังคงใช้แคดตาล็อกโปรโมทสินค้า และอีก 18% ยังคงขายสินค้าผ่านโทรศัพท์อยู่ (โดยผู้ตอบแบบสอบถามนี้ต้องตอบทุกช่องทางที่ธุรกิจของตัวเองใช้) ถัดมา เรามาดูกันว่า อะไรคือความท้าทายในการปรับปรุงประสบการณ์ออมนิชาแนลที่ลูกค้าจะได้รับ ปรากฎว่า 30% ของร้านค้าปลีกบอกว่า “งบจำกัด” เป็นความท้าทายต้น ๆ เพราะร้านค้าปลีกหลายเจ้าก็ไม่ได้มีแบรนด์โลโก้ระดับโลก เลยยากที่จะเจียดงบมาพัฒนาช่องทางการขายสินค้าช่องใหม่ 21% ไม่อยากเปลี่ยนระบบใหม่เพราะยุ่งยากวุ่นวาย อีก 20% กลัวว่าช่องทางใหม่จะ Integrate เข้ากับช่องทางเดิมที่ใช้อยู่ยาก ที่หนักไปกว่านั้น คือ 13% ของทีมผู้นำในธุรกิจค้าปลีกมองว่าออมนิชาแนลไม่ได้สำคัญอันดับต้น ๆ เพราะร้านค้าปลีกที่มีอยู่แล้วก็เพียงพอในการขาย ส่วนอีก 16% บอกว่าไม่มีใครที่เชี่ยวชาญเรื่องออมนิชาแนลหรือขาดทรัพยากรในการพัฒนา ทำให้ กลายเป็นปัญหาที่ขัดขวางการพัฒนาระบบของพวกเขา แล้วร้านค้าปลีกพัฒนาอะไรได้บ้าง และควรจะโฟกัสที่ตรงไหน? คำตอบคือ ต้องบริหารงบและทรัพยากรที่มีจำกัดให้เป็น ต้องมีแผนเฉียบ ๆ ใช้เงินให้เป็นประโยชน์ที่สุดและเข้าถึงผู้บริโภคที่ใช่ด้วย การทำออมนิชาแนลไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด การเปิดช่องทางจัดจำหน่ายใหม่ ไม่ได้หมายความว่ามันจะดีกว่าช่องทางที่มีอยู่ แต่การเพิ่มช่องทางทำให้ประสบการณ์ในการช็อปปิ้งออนไลน์ของลูกค้า และแผนที่ฉลาดที่สุดคือการ “เปิดเว็บไซต์สำหรับมือถือ” เพราะข้อมูลล่าสุดของปี 2017 สถิติผู้ใช้งานผ่านช่องทางมือถือและแทปเลตมีอัตราการเติบโตสูงมากที่สุดนั่นเอง ถึงร้านค้าออฟไลน์จะเป็นช่องทางหลักปกติในการช็อปปิ้ง แต่มือถือก็เป็นอีกช่องทางยอดนิยมที่จะเปิดดูสินค้าและช็อปปิ้งได้เหมือนกัน และกลยุทธ์ร้านค้าบนมือถือไม่ได้หมายความว่าต้องมีแอปฯ ลูกเล่นเยอะ ๆ หรือต้องเสียค่าพัฒนาแอปฯ แพง ๆ เพราะจริง ๆ แล้วแค่พัฒนาเว็บไซต์ให้เปิดมือถือแล้วใช้ง่ายใช้สะดวกไม่ติดขัดเวลาเปิดดูและซื้อของก็เกินพอแล้ว แบรนด์ของเราก็จะได้รับผลดีด้วย เพราะตัวแอปฯ เองไม่ใช่ช่องทางที่ทุกคนชอบใช้ หลาย ๆ คนก็ไม่อยากดาวน์โหลดแอปฯ ที่ไม่ได้ใช้งานบ่อย ๆ หรอก ทำอย่างไรให้ลูกค้าชอบช็อปปิ้งในหน้าร้านออฟไลน์มากขึ้น? เพราะร้านออฟไลน์ก็ยังไม่ได้หายไปไหนเร็ว ๆ นี้แน่ คนอยากจะได้เห็นได้จับสัมผัสสินค้าก่อนที่จะซื้อและชอบบรรยากาศในห้างอยู่ นี่จึงกลายเป็นจุดแข็งของร้านค้าปลีกเจ้าเก่าที่เหนือกว่าร้านค้าแบบออนไลน์อย่างเดียว การอบรมฝึกฝนพนักงานในร้านจึงยังจำเป็นอยู่ เพื่อให้พนักงานได้รู้จักสินค้าในร้าน การลงทุนในคนก็ยังคุ้มค่าอยู่ เพราะจะทำให้ 78% ของขาช็อปรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษในร้านค้า ความสามารถในการเช็คสต๊อกของสินค้าแบบเรียลไทม์ก็เป็นเรื่องจำเป็น เช่น รู้ว่าเมื่อไหร่ของจะมา เผื่อว่าลูกค้าอยากได้ของนั้นเร็ว ๆ ทำให้การช็อปปิ้งเป็นเรื่องที่เข้ากับสไตล์ส่วนตัว และตอบโจทย์ของนักช็อปแต่ละคนในร้านด้วย โดยเฉพาะร้านที่ขายของแบรนด์หรู ดังนั้นการทำเว็บหรือแอปฯ สำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ คือส่วนเสริมที่สำคัญที่จะช่วยให้คนตัดสินใจซื้อสินค้าจากคุณมากขึ้น โดยการใช้เทคโนโลยีในการ Integrate ข้อมูลออฟไลน์และออนไลน์รวมเข้าด้วยกัน ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลสินค้าและจำนวนในสต็อก จากนั้นสั่งซื้อของออนไลน์และไปรับของที่สั่งจากร้านออฟไลน์ที่อยู่ใกล้ๆได้เลย การเก็บข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยทำให้ร้านค้าปลีกสามารถสร้างประสบการณ์ในร้านที่พิเศษสำหรับลูกค้าแต่ละคนได้ด้วย __________________________________________________________________________________________________ Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Zendesk ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอที ได้เลยค่ะ Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : https://netway.co.th/ #ให้เราช่วยคุณเรื่องไอที #การสื่อสาร Netway #มีครบจบที่เดียว #Office365 #Microsoft #Google #Zendesk
ทุกวันนี้ “อินเทอร์เน็ต” เข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตของคนเราตลอด 24 ชั่วโมง และเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตของคนมากขึ้น ทำให้แทบทุกธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ใครปรับตัวได้ทัน ก็อยู่รอด ส่วนใครที่ฝืนกระแส ไม่ยอมปรับตัวตามทิศทางของโลก นั่นก็เท่ากับว่ารอวันที่จะล้มหายไป “ธุรกิจร้านหนังสือ” ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ต้องปรับตัวอย่างหนัก จากเมื่อก่อนที่เคยรุ่งเรือง มาวันนี้หลายร้านต้องทยอยปิดลง ยิ่งธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์อย่างนิตยสาร และหนังสือพิมพ์ ที่อยู่สภาวะขาลง หลายเล่ม หลายหัว ต้องบอกลาจากตลาดไป ส่งผลต่อยอดขายของร้านหนังสือลดลงตาม ในขณะที่ต้นทุนการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อย่าคิดว่านี่จะเป็นจุดจบของ ‘ธุรกิจร้านหนังสือ’ !! เพราะถึงอย่างไรก็ยังคงมี Demand จากผู้บริโภค เนื่องจากยังมีนักอ่านที่ชื่นชอบการได้อ่านหนังสือเล่ม ได้สัมผัสกับเนื้อกระดาษ ได้เดินเข้ามาในร้าน พลิกหน้าเลือกเล่มที่ชอบอย่างช้า ๆ เพียงแต่ร้านที่จะอยู่รอดได้ในยุคดิจิทัล คือ ร้านที่ปรับตัวได้ทัน เข้าใจตลาด และความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และซับซ้อนขึ้น โมเดลธุรกิจร้านหนังสือยุคใหม่ หนทางรอดของ “ร้านหนังสือ” คือ การปรับโมเดลธุรกิจเป็น Omni-Channel ที่เชื่อมโยงระหว่างโลกออนไลน์ และออฟไลน์ซึ่งเป็นช่องทางหน้าร้านเข้าด้วยกัน ทั้งในด้านสื่อสารประชาสัมพันธ์ เช่น แนะนำหนังสือใหม่ การนำเสนอโปรโมชั่น และการขาย ขณะเดียวกันช่องทาง Physical Store ต้องยกระดับให้เป็นมากกว่าการขายหนังสือ โดยปรับร้านให้เน้นขายไลฟ์สไตล์ มากขึ้น เพื่อสร้าง Customer Experience เช่น การเพิ่มร้านกาแฟ มุมอ่านหนังสือ มุมเด็ก และการจัดกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับหนังสือภายในร้าน เช่น กิจกรรมพบปะนักเขียน “พื้นที่ขายประสบการณ์” เหล่านี้จะดึงดูดคนให้เข้ามาเดินในร้านมากขึ้น ปัจจุบันคนอ่านหนังสือน้อยลง และธุรกิจหนังสืออยู่ในสภาวะ Down Trend ดังนั้นพอมีสื่อออนไลน์เข้ามา จึงทำให้หนังสือบางประเภทได้รับผลกระทบ อย่างแนวโน้มของแมกกาซีนลงแรงมาก เพราะสื่อออนไลน์อัพเดทเร็วกว่า ตอบโจทย์เรื่องเทรนด์ แฟชั่น เรื่องที่มาเร็วไปเร็วได้มากกว่า จึงทำให้แมกกาซีนได้รับผลกระทบ ขณะที่หนังสือเล่ม จะไม่ได้รับผลกระทบจากออนไลน์มากนัก เนื่องจาก Pocket Book เป็นเรื่องความรู้ มีเนื้อหาที่คนอ่านต้องการความน่าเชื่อถือ เช่น หนังสือเกี่ยวกับความงาม สุขภาพ การดูแลตัวเอง คอนเทนต์เหล่านี้คนยังเลือกอ่านหนังสือมากกว่า และการอ่านหนังสือให้ความสบายตากว่าการอ่านบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทดีไวซ์ต่าง ๆ เห็นได้ชัดเจนว่าแนวโน้มของธุรกิจร้านหนังสือ หดตัวลง เพราะ 5 ปีมานี้ หนังสือในตลาดน้อยลงเยอะ ทำให้รายได้จากการขายหนังสือลดลง ประกอบกับพฤติกรรมคนอ่านเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้น ร้านหนังสือ ต้องปรับตัว ถ้ายังทำร้านแบบเดิมๆ ที่หนังสือตั้งอยู่นิ่ง ๆ คงอยู่ไม่ได้แน่ ๆ ดังนั้นการทำธุรกิจร้านหนังสือยุคนี้ ต้องมองแบบให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ หรือพฤติกรรมผู้บริโภค โดยร้านหนังสือต้องปรับตัวเป็นกึ่ง ๆ Living Library หรือ Lifestyle Shop ไม่ใช่แค่ขายหนังสืออย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องนำเสนอประสบการณ์ใหม่ เช่น ประสบการณ์จากคอนเทนต์ในหนังสือ ซึ่งคอนเทนต์ในหนังสือไม่จำเป็นต้องส่งผ่านหนังสืออย่างเดียว อาจทำในรูปแบบ Non-book ที่มีความเชื่อมโยงกับหนังสือ เช่น จัดกิจกรรมภายในร้าน จะช่วยดึงดูดคนเข้าร้านมากขึ้น พอคนเข้าร้าน ก็มีโอกาสซื้อหนังสือ “นายอินทร์” ปรับโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่ในรอบ 24 ปี เรามาเจาะลึก ร้านนายอินทร์ ซึ่งบริหารโดยอมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ กันว่า พวกเขาได้ปรับรูปแบบธุรกิจครั้งใหญ่ไปอย่างไรบ้าง ปรับสู่โมเดล Omni-Channel โดยผสานออฟไลน์ และออนไลน์เข้าด้วยกัน ใช้ความได้เปรียบทางการแข่งขันที่มี นั่นคือ เครืออัมรินทร์ ทำธุรกิจครบวงจรทั้ง “ต้นน้ำ” คือ ธุรกิจโรงพิมพ์ และสำนักพิมพ์, “กลางน้ำ” คือ ธุรกิจจัดจำหน่าย และ “ปลายน้ำ” คือ ร้านนายอินทร์, เว็บไซต์ naiin.com ที่ขณะนี้ได้พัฒนาเว็บไซต์ใหม่ให้ใช้งานง่ายขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มการทำ Book Talk ซึ่งเป็นการแนะนำหนังสือจากพนักงาน, รีวิวหนังสือจากผู้เชี่ยวชาญ และเพิ่ม SEO ค้นหาหนังสือให้เจอร้านได้ง่ายขึ้น แต่เครืออมรินทร์ไม่ได้ทำแค่หนังสือเท่านั้น เพราะมีธุรกิจสื่อทีวี “อมรินทร์ ทีวี” นำพลังในเครืออัมรินทร์มา Synergy โดยใช้ช่องทางต่าง ๆ ของกรุ๊ป ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้าน, เว็บไซต์, สื่อ Social Media, ทีวี และการจัดกิจกรรมในพื้นที่ เพื่อสื่อสารกับลูกค้า เช่น แนะนำหนังสือใหม่ และบอกข่าวโปรโมชั่น ผ่านทั้งสื่อออนไลน์ – สาขาร้าน – ทำรีวิวหนังสือบนเว็บไซต์ – สื่อทีวี และจัดกิจกรรมในร้าน เพื่อดึงผู้บริโภคมาใช้บริการ และซื้อหนังสือ ไม่ว่าจะซื้อจากร้าน หรือซื้อผ่านเว็บไซต์ของนายอินทร์ก็ตาม พลิกโฉมสาขาที่อยู่ในโลเคชันสำคัญ เช่น สาขาสยามพารากอน ให้เป็น Lifestyle Bookstore ด้วยการเพิ่มกลุ่ม Non-book เพื่อให้ร้านมีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น เช่น เพิ่มร้านกาแฟ, มีมุมอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น, เพิ่มสินค้าใหม่ที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ และความบันเทิง เช่น บอร์ดเกมส์, เครื่องเขียนดีไซน์ทันสมัย ใส่ความเป็นแฟชั่นต่าง ๆ มากขึ้น รวมทั้งให้ร้านเป็นเวทีสำหรับ Young Designer ที่สร้างสรรค์ผลงานแต่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ขายสินค้า ได้มีโอกาสนำสินค้าดีไซน์มาจำหน่ายในร้าน และจัดกิจกรรมภายในร้าน เช่น พบปะนักเขียน, กิจกรรมจัดต้นแคคตัสใส่กระถาง สามารถเชื่อมโยงกับหนังสือเกี่ยวกับบ้านและสวน โดยจะมีกิจกรรมใหม่ ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปต่อเนื่อง สินค้ากลุ่ม Non-book นอกจากช่วยดึงคนเข้าร้าน ทำให้ลูกค้าใช้เวลาในการเลือกหนังสือ และอยู่ในร้านนานขึ้นแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้อีกทางให้กับร้านหนังสือด้วย ต่อไปสาขาใหม่ของนายอินทร์ จะไม่ใช้ Standard Format เดียวกัน แต่จะปรับเปลี่ยนตามโลเคชัน และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเราต้องศึกษากลุ่มลูกค้าที่มาเดินศูนย์การค้านั้น ๆ ว่าเป็นแบบไหน เพื่อปรับ Product Assortment และคอนเซ็ปต์ร้านให้เข้ากับกลุ่มคนที่มาเดิน เช่น สาขาสยามพารากอน กลุ่มลูกค้าหลักเป็นกลุ่มวัยรุ่น นายอินทร์ก็เพิ่มหนังสือกับสินค้า Non-book สำหรับวัยรุ่น และปรับโฉมให้ทันสมัย เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ เริ่มดึงข้อมูลจากฐานสมาชิกร้านนายอินทร์ ที่ปัจจุบันมีสมาชิก 400,000 – 500,000 คน รวมทั้งเพิ่มฐานสมาชิกใหม่ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ จะได้สื่อสารด้านการตลาด และการขายกับสมาชิกได้แบบเหมาะสมกับแต่ละบุคคล (Personalization) และตรงใจลูกค้ามากขึ้น แตกต่างจากในอดีตที่การสื่อสาร และทำโปรโมชั่นแบบใช้ Content เดียวหว่านไปทั่ว ทั้งหมดนี้เราคงเห็นแล้วว่าไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ไม่ว่าเทคโนโลยีจะล้ำหน้าแค่ไหน ก็ไม่อาจลบเลือนเสน่ห์ของหนังสือให้จางหายไปได้ นี่จึงทำให้ธุรกิจร้านหนังสือยังไม่ตาย! แต่การจะเติบโตได้ในยุคดิจิทัล หัวใจสำคัญคือ ต้องผสานระหว่างออฟไลน์ กับออนไลน์เข้าด้วยกัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า __________________________________________________________________________________________________ Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Zendesk ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอที ได้เลยค่ะ Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : https://netway.co.th/ #ให้เราช่วยคุณเรื่องไอที #การสื่อสาร Netway #มีครบจบที่เดียว #Office365 #Microsoft #Google #Zendesk
มาทำความรู้จักกับ Omni-Channel ในยุค 4.0 กัน ว่าบริษัทต่าง ๆ ในไทยเค้ามีวิธีการนำการตลาดยุคใหม่นี้มาช่วยดึงดูดลูกค้าอย่างไร รวมถึงเรียนรู้ว่าคุณจะสามารถนำแนวทางที่ทันสมัยนี้ไปปรับใช้กับ Contact Center ของธุรกิจคุณอย่างไร Omni-Channel ในไทยเป็นอย่างไร ตัวอย่างของการทำ Omni-Channel กับสินค้า Consumer ที่เริ่มมีให้เห็นในประเทศไทย เช่น เมื่อลูกค้าเข้ามากรอกข้อมูลในเว็บไซต์, Facebook, LINE ลูกค้าจะได้รับคูปอง จากนั้นเจ้าของ Brand มีการสื่อสารตอบกลับโดยส่ง SMS, email หรือ LINE หาลูกค้าให้นำคูปองไปใช้ที่หน้าร้านจริง และหลังจากการใช้คูปองแล้ว ตามหลักการตลาดก็ควรมีการขอบคุณลูกค้าและการติดตามผล เพื่อการปรับปรุงระบบปฎิบัติงาน ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ และสร้างการกลับมาซื้อซ้ำเป็น (Repeat Order) รวมทั้งการแนะนำ บอกต่อ เพื่อให้กลายเป็นกลุ่มลูกค้าที่เรียกได้ว่าภักดีต่อผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ (Loyalty Customers) ในส่วนของการเก็บข้อมูลการซื้อของลูกค้า เช่น ซื้อจากร้านไหน ซื้อสินค้าใด ราคาเท่าไหร่ แต่เดิมส่วนใหญ่จะได้มาจากส่วนที่ขายหน้าร้าน หรือเรียกว่า Point of Sales แต่ขาดข้อมูลที่ระบุตัวตนของลูกค้า เช่น ชื่อ เบอร์โทร email เพื่อนำมาทำระบบ CRM เพื่อรวมข้อมูลลูกค้าให้ได้ในระดับลึก สร้างการซื้อซ้ำบอกต่อและสร้างความยั่งยืนในการที่จะอยู่ในตลาดผลิตภัณฑ์ การเชื่อมโยงระบบของการขายหน้าร้านกับออน์ไลน์เป็น Omni-Channel จึงต้องเกิดขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทั้งนี้ ข้อมูลต่าง ๆ ที่เก็บไว้ในฐานข้อมูลการตลาดภายใน ต้องนำไปรวมกับฐานข้อมูลภายนอก เพื่อให้มีข้อมูลลูกค้าทุกมิติ เราเรียกข้อมูลในทุกมิตินี้ว่า Big Data จากนั้นก็นำไปใช้สร้างระบบบริหารจัดการข้อมูลลูกค้า, ระบบ CRM หรือ Relationship Marketing และการให้บริการลูกค้า จะเห็นได้ว่า Brand จำเป็นต้องทราบตัวตนลูกค้าก่อนนั่นเอง แนวทางในการใช้ Omni-Channel กับ Contact Center ปัจจุบันแนวโน้มการผสมผสานของช่องทางการติดต่อมายัง Contact Center ร่วมกับ Non-Voice ซึ่งรวมถึงการติดต่อผ่าน Mobile Application, Website, Instant Message, Email หรือใน Social Media มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการของลูกค้ามีมากขึ้น และลูกค้า 1 คนมักมีการติดต่อที่หลากหลายช่องทาง ซึ่งคงเป็นโจทย์ในการบริหารจัดการและควบคุมคุณภาพของ Contact Center ที่จะต้อง Customize การบริการให้ตรงใจลูกค้าแต่ละราย ซึ่งมีผลต่อการเพิ่มความพึงพอใจในการใช้บริการในที่สุด องค์ประกอบของ Omni-Channel นั้น คือการ Integrate กลยุทธ์การเชื่อมโยงการสื่อสารในแต่ละช่องทางให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะในการจะสร้าง Contact Center ที่ดีนั้น ต้องสร้างมาตรฐานการบริการในแต่ละช่องทางให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และต้องไม่ลืมว่า จำเป็นต้องมีการ Integrate การติดต่อเข้าด้วยกันผ่านเทคโนโลยีที่ในปัจจุบันรองรับการ Integrate ระหว่าง Voice และ Non-Voice ซึ่งรวมถึง Social Media เข้าด้วยกัน ทั้งทีม Sales และทีม Support จะต้องมีข้อมูลพร้อมอยู่ในระบบว่า ลูกค้าแต่ละคนเคยติดต่อกับทีมไหนไว้ เคยคุยอะไรกันไว้บ้าง สนใจสินค้าตัวไหน เคยส่งข้อเสนออะไรไปให้บ้าง ฯลฯ สิ่งสำคัญคือต้องอย่าให้ลูกค้าต้องมาเล่าเรื่องเดิมซ้ำ ๆ เมื่อลูกค้าติดต่อกับบริษัทอีกรอบนอกจากนี้ บริษัทที่ดีต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) โดยมีการจัดเก็บข้อมูลที่ดีและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ จะทำให้เราเข้าถึงรูปแบบการสื่อสาร และช่วยให้เรานำเสนอสินค้าหรือบริการได้ตรงตามความต้องการ และสามารถมอบการบริการชั้นยอดจนสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าในที่สุด __________________________________________________________________________________________________ Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Zendesk ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอที ได้เลยค่ะ Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : https://netway.co.th/ #ให้เราช่วยคุณเรื่องไอที #การสื่อสาร Netway #มีครบจบที่เดียว #Office365 #Microsoft #Google #Zendesk
ถ้าคุณใช้ Zendesk เพียงเพื่อช่วยในด้าน Email Support นั่นหมายความว่า คุณมีซอฟต์แวร์ระบบการบริการลูกค้าที่ได้มาตรฐานระดับโลก และยิ่งคุณใช้ Zendesk เพื่อการส่งข้อความ, ตอบ Live Chat, บริหารระบบโทรศัพท์ และ Knowledge Base ด้วย คุณจะได้เคล็ดลับชั้นยอดที่เรียกว่า โซลูชัน Omni-Channel ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้คุณสามารถบริการลูกค้าได้ดีเยี่ยมและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม การสร้างโซลูชัน Omnichannel หมายถึง คุณมีระบบที่สามารถเชื่อมต่อทุกช่องทางที่ลูกค้าสามารถติดต่อเข้ามาหาคุณไม่ว่าจะทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยรวมข้อมูลการติดต่อทุกอย่างเอาไว้ในระบบเดียวเพื่อให้ทีมของคุณสามารถเข้าถึงข้อมูลการติดต่อทั้งหมดได้ผ่านเพียงหน้าจอ Interface เพียงหน้าจอเดียว นั่นช่วยให้คุณทราบเรื่องราวปัญหาของลูกค้าในทันทีที่ลูกค้าติดต่อเข้ามาอีกครั้ง และลูกค้าก็ไม่ต้องอารมณ์เสียเพื่อเล่าปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก ยิ่งไปกว่านั้น ระบบ Zendesk Guide ช่วยให้ลูกค้าของคุณสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวเอง อ้างอิงจากผลการสำรวจ ลูกค้าจำนวนมากไม่ได้อยากที่จะคุยกับเจ้าหน้าที่โดยตรง เพราะพวกเขาสะดวกใจที่จะหาคำตอบเองก่อน อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น ลูกค้าจะเชื่อมต่อกับเจ้าหน้าที่จริงได้โดยอัตโนมัติ ผ่านการแชท, ส่งข้อความ และโทรคุย เพราะเครื่องมือเหล่านี้เชื่อมต่อถึงกัน ทำให้ในทุก ๆ บทสนทนาสามารถสื่อสารถึงกันได้ไม่ว่าจะในช่องทางใดก็ตาม ไม่ว่าลูกค้าจะเริ่มทักเข้ามาผ่านอีเมล, Twitter, Instagram, หรือ คอมเม้นท์บน YouTube ข้อมูลของลูกค้าก็จะปรากฏอยู่บนหน้า Zendesk Support ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถสื่อสารได้ผ่านหน้าจอการแสดงผลเพียงหน้าเดียว มีครบทั้งข้อมูลลูกค้า และเครื่องมือที่เจ้าหน้าที่ใช้งานเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า เพื่อเพิ่มความพึงพอใจให้กับทุกคน ด้วย Zendesk คุณจะสามารถเพิ่มช่องทางติดต่อ, เพิ่มเจ้าหน้าที่, สามารถปรับแต่งระบบได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเติบโตเร็วมากแค่ไหน หากลูกค้าเข้ามาหาคุณจากหลากหลายช่องทาง คุณก็จำเป็นต้องใช้ Zendesk ทดลองใช้วันนี้ แล้วคุณจะรู้ว่ามันเจ๋งอย่างไร ลูกค้าจะรู้ว่าคุณให้บริการได้เยี่ยมขนาดไหน __________________________________________________________________________________________________ Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Zendesk ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอที ได้เลยค่ะ Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : https://netway.co.th/ #ให้เราช่วยคุณเรื่องไอที #การสื่อสาร Netway #มีครบจบที่เดียว #Office365 #Microsoft #Google #Zendesk
Answer Bot ของ Zendesk คือตัวช่วยสำหรับตอบคำถามให้กับลูกค้าของคุณโดยอัตโนมัติ โดยทำงานร่วมกับทีม Support ของคุณ มันอัจฉริยะมากเพราะมันทำงานบนระบบ AI ที่มีการเรียนรู้ได้ด้วยตัวมันเอง และสามารถให้คำตอบที่ตรงกับที่ลูกค้าถามโดยใช้เนื้อหาที่ดึงมาจาก Knowledge Base ของคุณ ด้วย Answer Bot คำถามของลูกค้าจะได้รับการโต้ตอบโดยทันที ช่วยประหยัดเวลาให้ทีม Support ไม่ต้องทำงานบน Ticket ประเภทเดิม ซ้ำไปซ้ำมา รวมถึงลูกค้าก็ไม่ต้องเสียเวลารอทีมของคุณมาตอบคำถามให้ เมื่อลูกค้าได้รับคำตอบแล้วพวกเขาจึงสามารถสั่งซื้อสินค้ากับคุณได้เลยทันทีแม้จะเป็นช่วงนอกเวลาทำการ การทำงานของมันนั้นง่ายมากคือ ขั้นแรก ให้คุณระบุประเภทของคำถามจากลูกค้าที่คุณจะให้ Answer Bot ช่วยตอบคำถาม จากนั้น Answer Bot ก็จะเริ่มทำงาน มันจะคอยวิเคราะห์คำถามที่เข้ามาจากลูกค้า และหาคำตอบจาก Knowledge Base ที่คุณได้สร้างไว้ก่อนแล้ว Answer Bot จะส่งบทความที่เกี่ยวข้องให้แก่ลูกค้า และจะสอบถามว่า บทความที่ส่งให้นั้น แก้ปัญหาให้กับลูกค้าได้หรือไม่ ถ้าหากไม่ Answer Bot จะโอนแชทของลูกค้า ไปให้เจ้าหน้าที่ของคุณทันที เพื่อให้ความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง Answer Bot จะเรียนรู้และจะฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยฟีดแบคกับคำแนะนำจากทีมและลูกค้าของคุณ คุณยังสามารถติดตามผลลัพธ์และความสำเร็จของมันด้วย Dashboard สำหรับรายงานผล ซึ่งจะแสดงผลของประสิทธิภาพการทำงานและอัตราความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า Answer Bot มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับทั้งทีมงานและลูกค้าของคุณ มันช่วยเหลือลูกค้าได้เร็วกว่าที่มนุษย์จะทำได้ และยังช่วยให้ทีมเจ้าหน้าที่ประหยัดเวลา ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามพื้นฐานซ้ำ ๆ เพื่อจะสามารถโฟกัสไปที่การแก้ปัญหายาก ๆ อื่น ๆ ได้อีก สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี๋ยวกับผลิตภัณฑ์ Zendesk ติดต่อ Netway Communication ได้ตลอด 24 ช.ม. __________________________________________________________________________________________________ Netway Communication ให้บริการด้าน Cloud และ IT พื้นฐานสำหรับธุรกิจ เป็นตัวแทนแบรนด์ไอทีชั้นนำมากมาย ทั้ง Microsoft, Google, Zendesk ฯลฯ เรามีเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลคุณ 24 ชม. ติดต่อเราเพื่อสอบถามผลิตภัณฑ์ ขอราคา หรือปรึกษาเรื่องไอที ได้เลยค่ะ Line : @netway (มี @ ด้านหน้า) หรือ https://bit.ly/line-netwayFacebook : m.me/netway.offcialTel : 02-055-1095Email : support@netway.co.thWeb Chat : https://netway.co.th/ #ให้เราช่วยคุณเรื่องไอที #การสื่อสาร Netway #มีครบจบที่เดียว #Office365 #Microsoft #Google #Zendesk